Part of Speech คืออะไร 8 ชนิดคำในภาษาอังกฤษ
ลองจินตนาการว่าการสร้างประโยคภาษาอังกฤษเหมือนการต่อตัวต่อเลโก้ หรือการปรุงอาหารจานเด็ด หากคุณไม่รู้ว่าชิ้นส่วนไหนทำหน้าที่อะไร หรือเครื่องปรุงแต่ละชนิดให้รสชาติแบบไหน คุณก็คงไม่สามารถสร้างประโยคที่สมบูรณ์และถูกต้องได้ สิ่งที่เป็นหัวใจหลักในการทำหน้าที่เหล่านี้ก็คือ part of speech นั่นเองครับ
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า part of speech คือ อะไร มีความสำคัญอย่างไร พร้อมพากันไปแกะกล่องดูว่า part of speech มีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณเข้าใจหลักการใช้อย่างทะลุปรุโปร่งและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างมั่นใจ!
- 1. จำเป็นต้องจำ Part of Speech ให้ได้ทั้งหมดก่อนถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่?
- 2. คำว่า 'Determiner' (คำนำหน้านาม) เช่น a, an, the จัดเป็น Part of Speech ชนิดไหน?
- 3. คำประเภทใดบ้างที่มักจะสับสนกันบ่อยที่สุด? (เช่น Adjective vs Adverb)
- 4. ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง Conjunction และ Preposition คืออะไร?
Key Takeaways
- Part of speech คือ: การแบ่งประเภทของคำในภาษาอังกฤษตามหน้าที่ในประโยค ซึ่งช่วยจัดระเบียบโครงสร้างประโยคให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
- Part of speech มีอะไรบ้าง: มีทั้งหมด 8 ชนิดหลัก ได้แก่ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection
- ทำไมต้องรู้ part of speech: การเข้าใจหน้าที่ของคำแต่ละชนิดช่วยให้คุณสามารถแปลความหมายได้ถูกต้อง เดาความหมายของคำศัพท์จากบริบทได้ และแต่งประโยคได้อย่างเป็นธรรมชาติ
I. Part of Speech คืออะไร?
หากจะอธิบาย part of speech อย่างละเอียด ให้เข้าใจง่ายที่สุด มันก็คือ "ชนิดของคำ" หรือการจัดหมวดหมู่ของคำศัพท์ตามหน้าที่ที่มันแสดงในประโยคหนึ่งๆ คำศัพท์ภาษาอังกฤษคำเดียวกันอาจทำหน้าที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบริบทและตำแหน่งที่มันไปปรากฏอยู่
ยกตัวอย่างเช่นคำว่า “run”
-
I go for a run every morning. (ในประโยคนี้ run ทำหน้าที่เป็นคำนาม แปลว่า การวิ่ง)
-
Cheetahs can run very fast. (ในประโยคนี้ run ทำหน้าที่เป็นคำกริยา แปลว่า วิ่ง)
ดังนั้น การรู้หน้าที่ของคำจึงช่วยตัดความสับสน ทำให้คุณเข้าใจประโยคได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และยังเป็นใบเบิกทางในการเรียนไวยากรณ์ขั้นสูงต่อไปอีกด้วยครับ
II. สรุป Part of Speech 8 ชนิด
เพื่อให้เห็นภาพรวมและเข้าใจได้ในทันที เรามาดูสรุปหน้าที่และตัวอย่างของ part of speech ทั้ง 8 ชนิด ผ่านตารางเปรียบเทียบด้านล่างนี้กันครับ
ตารางสรุปหน้าที่ของ Part of Speech ทั้ง 8 ชนิด
|
ชนิดของคำ |
หน้าที่หลักในประโยค |
ตัวอย่างคำศัพท์ |
ตัวอย่างประโยค |
|
Noun (คำนาม) |
ใช้เรียกคน, สัตว์, สิ่งของ, สถานที่ และแนวคิด |
teacher, cat, table, Bangkok, love |
The cat is sleeping. |
|
Pronoun (คำสรรพนาม) |
ใช้แทนคำนาม เพื่อไม่ให้ต้องพูดซ้ำ |
I, you, he, she, it, we, they |
She is reading a book. It is good. |
|
Verb (คำกริยา) |
แสดงการกระทำ หรือสถานะความเป็นอยู่ |
run, eat, sleep, is, am, have |
They are playing football. |
|
Adjective (คำคุณศัพท์) |
ใช้ขยายคำนามหรือสรรพนาม |
beautiful, big, red, hot, smart |
She has a red car. |
|
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) |
ใช้ขยายกริยา, คุณศัพท์ หรือวิเศษณ์ด้วยกันเอง |
quickly, very, well, always |
He speaks English fluently. |
|
Preposition (คำบุพบท) |
ใช้เชื่อมคำนามเพื่อบอกความสัมพันธ์ |
in, on, at, under, to, from |
The book is on the table. |
|
Conjunction (คำสันธาน) |
ใช้เชื่อมคำ, วลี หรือประโยคเข้าด้วยกัน |
and, but, or, because, although |
I like tea but I don't like coffee. |
|
Interjection (คำอุทาน) |
ใช้แสดงอารมณ์หรือความรู้สึก |
Oh!, Wow!, Ouch!, Hey! |
Wow! That sunset is beautiful. |
1. Noun (คำนาม)
Noun เป็น part of speech ที่เป็นชื่อของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ แนวคิด
คำนามทำหน้าที่เป็นแกนหลักของประโยค โดยสามารถเป็นประธานที่กระทำการหรือเป็นกรรมที่ถูกกระทำ การรู้จักคำนามจะช่วยให้คุณเข้าใจโครงร่างพื้นฐานของประโยคได้อย่างชัดเจน คำนามแบ่งออกเป็น:
-
Concrete Noun (คำนามที่จับต้องได้): chair, apple, dog
-
Abstract Noun (คำนามนามธรรม): love, freedom, happiness
-
Proper Noun (คำนามเฉพาะ): Bangkok, Microsoft, January
-
Common Noun (คำนามสามัญ): city, company, month
2. Pronoun (คำสรรพนาม)
Pronoun เป็น part of speech ที่ใช้แทนคำนาม
คำสรรพนามช่วยทำให้การสื่อสารมีความคล่องตัวและไม่ซ้ำซาก ทำให้ประโยคฟังดูธรรมชาติมากขึ้น คำสรรพนามแบ่งเป็นประเภทหลักๆ ดังนี้:
-
Personal Pronoun: I, you, he, she, it, we, they
-
Possessive Pronoun: mine, yours, his, hers, ours, theirs
-
Demonstrative Pronoun: this, that, these, those
-
Interrogative Pronoun: who, what, which, whose
ตัวอย่าง Mary bought a book. She read it immediately. (แมรี่ซื้อหนังสือ เธออ่านมันทันที) ในประโยคนี้ She แทน Mary และ it แทน book
3. Verb (คำกริยา)
Verb เป็น part of speech ที่แสดงการกระทำหรือสถานะ
กริยาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สุดในประโยค เพราะทุกประโยคต้องมีกริยา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงการกระทำ สภาวะ หรือการเป็นอยู่ของประธาน กริยาแบ่งออกเป็น:
-
Action Verb (กริยาแสดงการกระทำ): run, write, study, cook
-
Linking Verb (กริยาเชื่อม): be, seem, become, appear
-
Helping Verb (กริยาช่วย): have, will, can, must
4. Adjective (คำคุณศัพท์)
Adjective เป็น part of speech ที่ใช้ขยายคำนามหรือสรรพนาม
คำคุณศัพท์ช่วยให้คำนามมีรายละเอียดและความหมายที่ชัดเจนขึ้น ทำให้การสื่อสารมีความแม่นยำและสีสันมากขึ้น คำคุณศัพท์สามารถแบ่งออกเป็น:
-
Descriptive Adjective (บอกลักษณะ): beautiful, tall, smart, red
-
Quantitative Adjective (บอกจำนวน): many, few, several, enough
-
Demonstrative Adjective (บอกชี้): this, that, these, those
-
Possessive Adjective (บอกความเป็นเจ้าของ): my, your, his, her
ตัวอย่าง The difficult grammar concept becomes simple with proper explanation. (แนวคิดไวยากรณ์ที่ยากกลายเป็นง่ายด้วยคำอธิบายที่เหมาะสม) ในประโยคนี้ difficult, simple และ proper เป็นคำคุณศัพท์
5. Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
Adverb เป็น part of speech ที่ขยายกริยา คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์อื่น คำกริยาวิเศษณ์ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่ หรือบ่อยแค่ไหน คำกริยาวิเศษณ์แบ่งเป็น:
-
Adverb of Manner (บอกอย่างไร): quickly, carefully, beautifully
-
Adverb of Time (บอกเวลา): now, yesterday, always, never
-
Adverb of Place (บอกสถานที่): here, there, everywhere, nowhere
-
Adverb of Frequency (บอกความถี่): often, sometimes, rarely
6. Preposition (คำบุพบท)
Preposition เป็น part of speech ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำ
คำบุพบทบอกตำแหน่ง เวลา หรือทิศทาง ช่วยให้เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ ในประโยค คำบุพบทที่พบบ่อย ได้แก่:
-
Preposition of Place: in, on, at, under, above, between
-
Preposition of Time: in, on, at, before, after, during
-
Preposition of Direction: to, from, into, onto, through
ตัวอย่าง:
-
The book is on the table. (หนังสืออยู่บนโต๊ะ) คำว่า on เป็นคำบุพบทที่บอกตำแหน่ง
-
We study grammar in the morning. (เราเรียนไวยากรณ์ในตอนเช้า) คำว่า in บอกเวลา
7. Conjunction (คำสันธาน): คำที่ใช้เชื่อมคำ ประโยค หรือวลีเข้าด้วยกัน
Conjunction เป็น part of speech ที่ใช้เชื่อมคำ วลี หรือประโยค
คำสันธานสร้างความต่อเนื่องและความสัมพันธ์ทางตรรกะระหว่างส่วนต่างๆ ของประโยค คำสันธานแบ่งเป็น:
-
Coordinating Conjunction: and, but, or, nor, for, yet, so
-
Subordinating Conjunction: because, although, while, if, when
-
Correlative Conjunction: either...or, neither...nor, both...and
ตัวอย่าง:
-
I study grammar and vocabulary every day. (ฉันเรียนไวยากรณ์และคำศัพท์ทุกวัน)
-
She studies hard because she wants to improve. (เธอเรียนหนักเพราะต้องการพัฒนา)
8. Interjection (คำอุทาน)
Interjection เป็น part of speech ที่แสดงอารมณ์หรือความรู้สึก
คำอุทานแสดงความรู้สึกอย่างฉับพลัน มักใช้ในการสนทนาเพื่อแสดงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทันที คำอุทานที่พบบ่อย:
-
ความดีใจ: Hooray! Yay! Great!
-
ความเจ็บปวด: Ouch! Ow!
-
ความประหลาดใจ: Oh! Wow! Amazing!
-
ความเศร้า: Alas! Oh no!
ตัวอย่าง: Oh! I finally understand part of speech. (โอ้! ในที่สุดฉันก็เข้าใจ part of speech แล้ว)
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม: Common Noun กับ Proper Noun การใช้และตัวอย่างที่ควรรู้
III. ฝึกทักษะจากประโยคตัวอย่าง
มาลองท้าทายตัวเองด้วยการแยกประเภทคำในประโยคนี้กันครับ:
The tall boy ran quickly to the shop because it was raining.
-
The = Determiner (คำนำหน้านาม)
-
tall = Adjective (ขยาย boy)
-
boy = Noun (ประธานของประโยค)
-
ran = Verb (การกระทำ)
-
quickly = Adverb (ขยายกริยา ran)
-
to = Preposition (บอกทิศทาง)
-
the = Determiner
-
shop = Noun (สถานที่)
-
because = Conjunction (คำเชื่อมประโยค)
-
it = Pronoun (แทนสภาพอากาศ)
-
was raining = Verb (แสดงสถานะเหตุการณ์)
การหมั่นฝึกฝนแยกแยะประโยคแบบนี้บ่อยๆ จะช่วยให้คุณเกิดความคุ้นเคย และเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษได้อย่างลึกซึ้งโดยไม่ต้องมานั่งท่องจำอีกต่อไปครับ
บทความที่แนะนำ:
IV. คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
1. จำเป็นต้องจำ Part of Speech ให้ได้ทั้งหมดก่อนถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้หรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องจำให้ครบทุกชนิดก่อนเริ่มพูด แต่การรู้จัก part of speech มีอะไรบ้าง จะช่วยให้การเรียนรู้ไวยากรณ์และการสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. คำว่า 'Determiner' (คำนำหน้านาม) เช่น a, an, the จัดเป็น Part of Speech ชนิดไหน?
Determiner มักจัดเป็นหมวดคำคุณศัพท์ เพราะทำหน้าที่ขยายคำนาม แม้ว่าบางตำราจะแยกเป็นหมวดเฉพาะก็ตาม
3. คำประเภทใดบ้างที่มักจะสับสนกันบ่อยที่สุด? (เช่น Adjective vs Adverb)
คำคุณศัพท์และคำกริยาวิเศษณ์สับสนกันบ่อย เพราะบางคำมีรูปแบบคล้ายกัน วิธีแยกคือ คำคุณศัพท์ขยายคำนาม แต่คำกริยาวิเศษณ์ขยายกริยา
4. ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่าง Conjunction และ Preposition คืออะไร?
Conjunction เชื่อมคำหรือประโยคที่มีระดับเท่ากัน ส่วน Preposition เชื่อมคำนามเข้ากับส่วนอื่นของประโยคเพื่อแสดงความสัมพันธ์
การเรียนรู้ part of speech อย่างละเอียด เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ เมื่อคุณเข้าใจหลักการแล้ว สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสร้างประโยคที่ซับซ้อนและแสดงความคิดที่ลึกซึ้งมากขึ้น
การเข้าใจ part of speech ภาษาอังกฤษ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของคุณให้เต็มที่ เริ่มจากการฝึกวิเคราะห์ประโยคง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับความซับซ้อนตามความสามารถที่พัฒนาขึ้น
หากคุณต้องการพัฒนาทักษะไวยากรณ์และความเข้าใจ part of speech ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น PREP Edu มีหลักสูตร IELTS Course ที่ครอบคลุมการสอนไวยากรณ์อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูง พร้อมแบบฝึกหัดที่หลากหลายและการติดตามผลการเรียนแบบรายบุคคล ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถนำความรู้เรื่อง part of speech ไปใช้ในการสอบ IELTS และการสื่อสารในชีวิตจริงได้อย่างมั่นใจ

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
เนื้อหาแบบพรีเมียม
ดูทั้งหมดแผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล
อ่านมากที่สุด
ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล
















