คํากริยา (Verb) ภาษาอังกฤษ: ครบทุกประเภท พร้อมตัวอย่างและกริยา 3 ช่อง
Verb หรือคํากริยา คือคำที่แสดงการกระทำ (action) หรือสภาวะ (state) ของประธานในประโยค และเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในทุกประโยคภาษาอังกฤษ ผู้เรียนชาวไทยจำนวนมากสับสนเมื่อต้องแยก action verb ออกจาก linking verb หรือจำกริยา 3 ช่อง (V1/V2/V3) ไม่ได้ ทำให้พลาดคะแนนใน ONET, TOEIC และข้อสอบ tense พื้นฐาน บทความนี้รวบรวมนิยาม verb แบบใช้ในข้อสอบได้จริง พร้อม 5 ประเภทหลัก ตารางกริยา 3 ช่อง 30 คำที่ออกบ่อย จุดสับสนระหว่าง stative กับ action verb และตัวอย่างประโยคพร้อมคำแปลไทยทุกประเภท เพื่อให้คุณนำไปใช้ได้ทันทีในการอ่าน เขียน และทำข้อสอบ
- I. Verb คืออะไร ความหมายและหน้าที่ในประโยค
- II. Verb มีกี่ประเภท รู้จัก 5 ประเภทหลักพร้อมตัวอย่าง
- III. กริยา 3 ช่อง Regular Verb vs Irregular Verb
- IV. Stative Verb vs Action Verb จุดสับสนที่คนไทยมักทำผิด
- V. ตัวอย่างประโยค Verb ภาษาอังกฤษทุกประเภทพร้อมคำแปลไทย
- VI. แบบฝึกหัด Verb พร้อมเฉลย
- VII. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Verb ภาษาอังกฤษ
I. Verb คืออะไร ความหมายและหน้าที่ในประโยค
Verb หรือคํากริยาคือคำที่แสดงการกระทำ (action) หรือสภาวะ (state) ของประธานในประโยค เช่น run, eat, know, be โดย verb ทำหน้าที่เป็นหัวใจของ predicate และทุกประโยคภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์ต้องมี verb อย่างน้อยหนึ่งตัว ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ คำว่า verb ถูกย่อเป็น v. หรือ vb. และออกเสียงว่า /vɜːrb/ (เวิร์บ)
หน้าที่ของ verb ในประโยคคือบอกว่าประธานกำลังทำอะไร อยู่ในสภาพใด หรือมีความสัมพันธ์กับสิ่งใด หากตัด verb ออก ประโยคจะไม่สมบูรณ์ทันที ลองดู "She a teacher" ประโยคนี้ผิดเพราะขาด linking verb "is" ที่เชื่อมประธานกับ subject complement ทำให้ไม่สื่อความหมาย "A verb is the most central element in the predicate and is the only compulsory element of the clause" (Cambridge Grammar of English, Carter & McCarthy, 2006) แปลว่า verb เป็นองค์ประกอบเดียวที่ขาดไม่ได้ใน clause
นอกจากนี้ verb ยังควบคุม Subject -verb agreement ซึ่งคือกฎที่ verb ต้องผันให้ตรงกับประธาน เช่น "He runs" (ประธานเอกพจน์ → verb เติม -s) แต่ "They run" (ประธานพหูพจน์ → verb ไม่เติม -s) นี่คือจุดที่ข้อสอบ ONET และ TOEIC ทดสอบบ่อยที่สุด
ลองดูตัวอย่าง 3 ประโยคพื้นฐานที่แสดง verb ทำงาน 3 รูปแบบต่างกัน:
-
Tom runs every morning. (Tom วิ่งทุกเช้า) - runs เป็น action verb แสดงการกระทำ
-
She is a doctor. (เธอเป็นหมอ) - is เป็น linking verb เชื่อมประธานกับอาชีพ
-
I know the answer. (ฉันรู้คำตอบ) - know เป็น stative verb แสดงสภาวะทางความคิด
เมื่อรู้แล้วว่า verb คืออะไร ขั้นต่อไปคือการรู้จักประเภทต่าง ๆ ของ verb เพราะแต่ละประเภทมีหน้าที่และวิธีใช้ที่แตกต่างกันในประโยค
II. Verb มีกี่ประเภท รู้จัก 5 ประเภทหลักพร้อมตัวอย่าง
Verb ภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ Action Verb (กริยาแสดงการกระทำ), Linking Verb (กริยาเชื่อม), Auxiliary Verb (กริยาช่วย), Modal Verb (กริยาช่วยแสดงความหมายพิเศษ) และ Transitive/Intransitive Verb (สกรรม/อกรรมกริยา) แต่ละประเภทมีหน้าที่ต่างกันในประโยคและตามด้วยคำชนิดต่างกัน การเข้าใจความแตกต่างนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้สร้างประโยคถูกต้อง
Longman Grammar of Spoken and Written English (Biber et al., 1999) วิเคราะห์ corpus ขนาดใหญ่และพบว่า transitive verb คิดเป็นประมาณ 60% ของ verb ทั้งหมดในภาษาเขียน ส่วน linking verb เช่น be, become, seem ปรากฏบ่อยที่สุดในประโยคเชิงนิยาม นี่คือสาเหตุที่ผู้เรียนต้องคุ้นเคยกับทั้ง 5 ประเภทก่อนจะข้ามไปเรื่อง tense
ตารางด้านล่างสรุปภาพรวมทั้ง 5 ประเภท พร้อมคอลัมน์ "ตามด้วยอะไร" ที่ช่วยให้จำหน้าที่ของแต่ละประเภทได้ง่ายขึ้น:
|
ประเภท Verb |
ความหมาย |
ตามด้วย |
ตัวอย่าง |
|
Action Verb |
กริยาแสดงการกระทำ |
object หรืออยู่ลำพัง |
run, eat, write |
|
Linking Verb |
เชื่อมประธานกับส่วนขยาย |
adjective หรือ noun |
is, feel, seem |
|
Auxiliary Verb |
กริยาช่วยสร้าง tense/voice |
main verb |
am, have, do |
|
Modal Verb |
แสดงความเป็นไปได้/อนุญาต/บังคับ |
base form (V1) |
can, must, should |
|
Transitive/Intransitive |
มี/ไม่มี object |
object (transitive) |
eat (sth), sleep |
แต่ละประเภทด้านบนมีรายละเอียดที่ต้องรู้เพิ่มเติม โดยเฉพาะจุดสังเกตที่ช่วยให้แยกออกได้ในข้อสอบจริง หัวข้อย่อยด้านล่างจะอธิบายทีละประเภท
1. Action Verb (กริยาแสดงการกระทำ)
Action Verb คือ verb ที่บอกว่าประธานกำลังทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่มองเห็นได้ทางกาย เช่น run (วิ่ง) และ eat (กิน) หรือการกระทำทางความคิด เช่น think (คิด) และ decide (ตัดสินใจ) Action verb เป็นประเภทที่พบบ่อยมากในภาษาเขียน สอดคล้องกับข้อมูล corpus ของ Longman ที่กล่าวถึงด้านบน
Action verb แบ่งย่อยได้ 2 กลุ่ม:
• Physical Action Verb - การกระทำที่มองเห็นได้ เช่น run, jump, write, swim, kick, dance, build
• Mental Action Verb - การกระทำทางความคิดที่ยังถือว่าเป็น "action" เช่น think (ในความหมายไตร่ตรอง), decide, consider, plan, calculate
ข้อสังเกตที่ทำให้แยกออกได้ทันทีคือ ลอง "ทำ" verb นั้นได้ไหม ถ้าทำได้ → action verb ตัวอย่าง:
-
They play football every weekend. (พวกเขาเล่นฟุตบอลทุกสุดสัปดาห์) - play คือ physical action
-
I am considering the offer. (ฉันกำลังพิจารณาข้อเสนอ) - considering คือ mental action ที่ใช้ continuous ได้
-
She writes novels. (เธอเขียนนิยาย) - writes คือ physical action ผันตามประธานเอกพจน์
ระวัง: action verb บางคำที่ดูเหมือนการกระทำ แต่จริง ๆ เป็น stative verb เช่น know, believe, love จะใช้กับ -ing ไม่ได้ (รายละเอียดในหัวข้อ IV)
2. Linking Verb (กริยาเชื่อม)
Linking Verb คือ verb ที่ไม่ได้แสดงการกระทำ แต่เชื่อมประธานเข้ากับคำขยายที่บอกสภาพ ลักษณะ หรือสิ่งที่ประธานเป็น Linking verb ตามด้วย adjective หรือ noun (ไม่ใช่ adverb) ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เรียนชาวไทยพลาดบ่อยที่สุด
Linking verb แบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก:
-
กลุ่ม verb to be - is, am, are, was, were, be, been, being
-
กลุ่ม sense verbs และอื่น ๆ - feel, smell, taste, look, sound, seem, appear, become, remain, stay, grow, turn
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือใช้ adverb ตามหลัง linking verb เช่น:
-
❌ She feels badly about the news.
-
✅ She feels bad about the news. (เธอรู้สึกแย่กับข่าวนี้)
เหตุผลคือ feels ในที่นี้เป็น linking verb ไม่ใช่ action verb จึงต้องตามด้วย adjective (bad) ไม่ใช่ adverb (badly) - ใช้ "badly" ได้เฉพาะตอนที่ feel หมายถึง "สัมผัสด้วยมือ" เช่น "He feels around badly in the dark"
ลองเทียบเพิ่ม: "The soup tastes delicious." (ซุปอร่อย) ใช้ delicious ที่เป็น adjective ไม่ใช่ deliciously และ "The plan sounds reasonable." (แผนนี้ฟังดูสมเหตุสมผล) ใช้ reasonable ไม่ใช่ reasonably
3. Auxiliary Verb (กริยาช่วย)
Auxiliary Verb หรือกริยาช่วย คือ verb ที่ทำงานร่วมกับ main verb เพื่อสร้าง tense, voice หรือ question/negative form กริยาช่วยพื้นฐานในภาษาอังกฤษมี 3 กลุ่มหลัก ดังตาราง:
|
กลุ่ม |
คำในกลุ่ม |
หน้าที่หลัก |
|
be |
is, am, are, was, were, been, being |
สร้าง continuous tense (am running), passive voice (is made) |
|
have |
has, have, had |
สร้าง perfect tense (have eaten, had gone) |
|
do |
do, does, did |
สร้างคำถาม (Do you...?) และประโยคปฏิเสธ (don't, doesn't) |
จุดที่ผู้เรียนชาวไทยมักไม่เข้าใจคือ do-support ซึ่งคือกฎที่บังคับให้ใช้ do/does/did เมื่อสร้าง question หรือ negative กับ main verb ที่ไม่ใช่ be และไม่มี modal verb มาก่อน เช่น:
-
You like coffee. → Do you like coffee? (ใช้ do เพราะไม่มี auxiliary อื่น)
-
She works here. → Does she work here? (ใช้ does เพราะประธานเอกพจน์)
-
They went home. → Did they go home? (ใช้ did แทนการเปลี่ยน went)
สังเกตว่าเมื่อใช้ did แล้ว main verb ต้องกลับเป็น V1 (go ไม่ใช่ went) เพราะ did รับ tense ไปแล้ว นี่คือกฎที่ข้อสอบ TOEIC Part 5 ทดสอบเป็นประจำ
4. Modal Verb (กริยาช่วยแสดงความหมายพิเศษ)
Modal Verb คือกริยาช่วยพิเศษที่เพิ่มความหมายเรื่องความสามารถ การอนุญาต ความเป็นไปได้ หรือหน้าที่ ลงในประโยค Modal verb ตามด้วย base form (V1) เสมอ และไม่ผันตามประธาน (ไม่มี -s ใน he/she/it)
|
Modal Verb |
ความหมายหลัก |
ตัวอย่างประโยค |
|
can |
ความสามารถ / ขออนุญาต |
I can swim well. (ฉันว่ายน้ำเก่ง) |
|
could |
อดีตของ can / ขออนุญาตสุภาพ |
Could you help me? (ช่วยฉันหน่อยได้ไหม) |
|
will |
อนาคต / ความตั้งใจ |
I will call you tomorrow. (ฉันจะโทรหาพรุ่งนี้) |
|
would |
สุภาพ / สมมติ |
I would like coffee. (ฉันอยากได้กาแฟ) |
|
shall |
ข้อเสนอ (formal) |
Shall we begin? (เริ่มกันไหม) |
|
should |
คำแนะนำ / ควร |
You should sleep more. (คุณควรนอนมากกว่านี้) |
|
may |
ความเป็นไปได้ / ขออนุญาต (formal) |
It may rain tonight. (อาจจะฝนตกคืนนี้) |
|
might |
ความเป็นไปได้ที่ต่ำกว่า may |
She might come. (เธออาจจะมา) |
|
must |
บังคับ / ต้อง |
You must wear a helmet. (คุณต้องสวมหมวกกันน็อก) |
จุดที่ต้องระวังคือ modal verb ไม่ใช้ -s แม้ประธานเป็นเอกพจน์ ❌ "She cans swim" → ✅ "She can swim" และเมื่อเปลี่ยนเป็นปฏิเสธให้เติม not หลัง modal เช่น cannot, shouldn't, mustn't
5. Transitive & Intransitive Verb (สกรรมกริยา & อกรรมกริยา)
Transitive verb คือ verb ที่ต้องมี Object มารับ ส่วน Intransitive verb คือ verb ที่อยู่ลำพังได้ไม่ต้องมี object ความเข้าใจเรื่องนี้ช่วยให้หลีกเลี่ยงการใช้ preposition เกิน ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่ผู้เรียนชาวไทยทำบ่อย
ลองเทียบ:
-
Transitive: "I eat rice." (ฉันกินข้าว) - eat ต้องมี object คือ rice
-
Intransitive: "I sleep early." (ฉันนอนเร็ว) - sleep ไม่ต้องมี object
Verb บางคำเป็นได้ทั้งสองแบบขึ้นอยู่กับบริบท เช่น run:
-
He runs every morning. (เขาวิ่งทุกเช้า) - intransitive
-
He runs a business. (เขาบริหารธุรกิจ) - transitive โดยมี a business เป็น object
ตัวอย่างข้อผิดพลาดที่ผู้เรียนชาวไทยมักทำคือเติม preposition ผิดหลัง verb ที่เป็น transitive อยู่แล้ว:
-
❌ We discussed about the problem.
-
✅ We discussed the problem. (เราถกปัญหา) - discuss เป็น transitive จึงตามด้วย object ตรง ๆ ไม่ต้องมี about
-
❌ I will marry with her.
-
✅ I will marry her. (ฉันจะแต่งงานกับเธอ) - marry เป็น transitive ไม่ต้องมี with
เมื่อรู้จัก verb ทั้ง 5 ประเภทแล้ว ขั้นต่อไปที่ขาดไม่ได้คือกริยา 3 ช่อง ซึ่งเป็นรูปต่าง ๆ ของ verb ที่ใช้กับ tense ต่าง ๆ
บทความแนะนำ:
III. กริยา 3 ช่อง Regular Verb vs Irregular Verb
กริยา 3 ช่อง (V1/V2/V3) หมายถึงรูปของ verb 3 รูปได้แก่ base form (V1), past tense (V2) และ past participle (V3) Regular verb ผันโดยเติม -ed ส่วน irregular verb ผันแบบไม่มีกฎตายตัวและต้องท่องจำแยกต่างหาก การจำกริยา 3 ช่องเป็นพื้นฐานของการเรียน tense ทั้ง 12 รูปแบบ และเป็นสิ่งที่ข้อสอบ ONET, TOEIC, IELTS ทดสอบเสมอ
V1 ใช้กับ Present Simple และตามหลัง modal verb, V2 ใช้กับ past simple ส่วน V3 ใช้กับ perfect tenses (have/has/had + V3) และ passive voice (be + V3)
ภาษาอังกฤษปัจจุบันมี irregular verb ประมาณ 200 คำ (Oxford English Dictionary) แต่ข้อมูลจาก Corpus of Contemporary American English แสดงว่า 30 คำที่ใช้บ่อยที่สุดครอบคลุมกว่า 70% ของการใช้งานในชีวิตประจำวัน นี่คือเหตุผลที่คุณควรเน้นจำ 30 คำนี้ก่อน แทนที่จะพยายามท่องทั้ง 200 คำ
1. Regular Verb กริยาที่ผันตามกฎ (เติม -ed)
Regular Verb คือ verb ที่ผันเป็น V2 และ V3 โดยเติม -ed ที่ท้ายคำ กฎพื้นฐานนี้ใช้กับ verb ส่วนใหญ่ แต่มีกฎพิเศษ 3 ข้อที่ต้องระวังเพราะเป็นจุดที่ข้อสอบ spelling มักทดสอบ
กฎ 1 - Verb ทั่วไป + -ed:
-
walk → walked → walked (เดิน)
-
play → played → played (เล่น)
-
talk → talked → talked (พูดคุย)
กฎ 2 - Verb ลงท้าย -e เติม -d เท่านั้น:
-
love → loved → loved (รัก)
-
live → lived → lived (อาศัย)
-
decide → decided → decided (ตัดสินใจ)
กฎ 3 - Verb พยางค์เดียวลงท้ายด้วย พยัญชนะ-สระ-พยัญชนะ (CVC) ซ้อนตัวสะกดก่อน -ed:
-
stop → stopped → stopped (หยุด)
-
plan → planned → planned (วางแผน)
-
prefer → preferred → preferred (เน้นพยางค์ท้าย ซ้อน r)
กฎ 4 - Verb ลงท้าย consonant + -y เปลี่ยน y เป็น i + ed:
-
study → studied → studied (ศึกษา)
-
try → tried → tried (พยายาม)
-
carry → carried → carried (ถือ)
ข้อยกเว้น: ถ้าหน้า -y เป็นสระ ไม่ต้องเปลี่ยน เช่น play → played, enjoy → enjoyed
2. Irregular Verb กริยาที่ผันนอกกฎ
Irregular Verb คือ verb ที่ผันเป็น V2 และ V3 โดยไม่มีกฎตายตัว มีต้นกำเนิดจากภาษา Old English ก่อนที่ระบบ -ed จะเข้ามาแทนที่ในยุค Middle English
ตารางด้านล่างคือ 30 irregular verb ที่ปรากฏใน ONET และ TOEIC บ่อยที่สุด จัดเรียงตามตัวอักษรพร้อม pattern กลุ่มเพื่อจำง่าย:
|
V1 |
V2 |
V3 |
ความหมาย |
|
be |
was/were |
been |
เป็น/อยู่/คือ |
|
begin |
began |
begun |
เริ่ม |
|
break |
broke |
broken |
หัก/แตก |
|
bring |
brought |
brought |
นำมา |
|
buy |
bought |
bought |
ซื้อ |
|
come |
came |
come |
มา |
|
cut |
cut |
cut |
ตัด |
|
do |
did |
done |
ทำ |
|
drink |
drank |
drunk |
ดื่ม |
|
drive |
drove |
driven |
ขับ |
|
eat |
ate |
eaten |
กิน |
|
feel |
felt |
felt |
รู้สึก |
|
find |
found |
found |
พบ |
|
forget |
forgot |
forgotten |
ลืม |
|
get |
got |
gotten |
ได้รับ |
|
give |
gave |
given |
ให้ |
|
go |
went |
gone |
ไป |
|
have |
had |
had |
มี |
|
know |
knew |
known |
รู้ |
|
leave |
left |
left |
ออกจาก |
|
make |
made |
made |
ทำ/สร้าง |
|
put |
put |
put |
วาง |
|
read |
read |
read |
อ่าน |
|
run |
ran |
run |
วิ่ง |
|
see |
saw |
seen |
เห็น |
|
speak |
spoke |
spoken |
พูด |
|
take |
took |
taken |
เอา/นำ |
|
think |
thought |
thought |
คิด |
|
write |
wrote |
written |
เขียน |
กริยาที่ V1=V2=V3 อย่าง cut, put, read ง่ายที่สุดเพราะจำครั้งเดียวใช้ได้ทั้ง 3 ช่อง ส่วนกริยาที่เปลี่ยนสระอย่าง sing/sang/sung ควรท่องเป็นกลุ่มเพราะมี pattern เหมือนกัน เทคนิคที่ใช้ได้ผลคือเขียน 30 คำนี้บนกระดาษโน้ตและทบทวนวันละ 5 คำเป็นเวลา 6 วัน แทนที่จะอัดทั้ง 30 คำในวันเดียว
เมื่อรู้จักกริยา 3 ช่องแล้ว มีข้อควรระวังอีกอย่างคือ stative verb ซึ่งมีกฎการใช้พิเศษที่แตกต่างจาก verb ทั่วไปและเป็นจุดที่ผู้เรียนชาวไทยทำผิดบ่อยที่สุด
บทความแนะนำ:
IV. Stative Verb vs Action Verb จุดสับสนที่คนไทยมักทำผิด
Stative verb คือ verb ที่แสดงสภาวะ ความรู้สึก หรือความคิด ซึ่งไม่ใช่การกระทำที่เกิดและจบในจังหวะ จึงไม่ใช้กับ continuous tense (-ing form) นี่คือสาเหตุที่ "I am knowing you" ผิด แต่ "I know you" ถูก จุดนี้ผู้เรียนชาวไทยพลาดบ่อยที่สุดเพราะแปลจากไทยมาอังกฤษตรง ๆ (ฉันกำลังรู้จักคุณ → I am knowing you)
Stative verb "describe states rather than actions and are not normally used in the progressive form" ตามที่ Swan ระบุใน Practical English Usage (4th ed., Oxford University Press, 2016) ซึ่งเป็นหนึ่งในตำราไวยากรณ์อ้างอิงมาตรฐานที่ใช้ในหลักสูตร CELTA และการสอน ESL ทั่วโลก
วิธีดูออกง่าย ๆ คือ ถ้า verb นั้นบรรยายสภาพที่ไม่มีจุดเริ่มจุดจบชัดเจน (เช่น know, love, own) → stative ใช้ -ing ไม่ได้ แต่ถ้า verb บรรยายการกระทำที่ทำได้และหยุดได้ (เช่น run, eat, build) → action ใช้ -ing ได้
1. Stative Verb คืออะไร มีอะไรบ้าง
Stative verb แบ่งเป็น 4 กลุ่มตามประเภทของสภาวะที่บรรยาย ตารางด้านล่างจัดกลุ่มไว้ให้จำง่ายขึ้น:
|
กลุ่ม |
ตัวอย่าง Stative Verb |
|
Emotion (อารมณ์) |
love, hate, like, prefer, want, wish, need |
|
Mental State (สภาวะทางความคิด) |
know, believe, understand, think*, remember, forget, mean |
|
Sense (การรับรู้) |
see*, hear*, smell*, taste*, feel*, sound, look |
|
Possession (การครอบครอง) |
have*, own, belong, possess, contain, include |
ข้อสังเกต - verb ที่มีดอกจัน (*) ใช้ continuous ได้เมื่อความหมายเปลี่ยน เช่น:
-
I think he's right. (ฉันคิดว่าเขาถูก = ความเห็น → stative)
-
I'm thinking about you. (ฉันกำลังคิดถึงคุณ = action ทางความคิด → ใช้ -ing ได้)
-
They have a car. (พวกเขามีรถ = possess → stative)
-
They are having dinner. (พวกเขากำลังกินข้าวเย็น = eat → action ใช้ -ing ได้)
-
She smells the flower. (เธอกำลังดมดอกไม้ = action → ใช้ continuous ได้ "She is smelling the flower")
-
The flower smells nice. (ดอกไม้หอม → stative ห้าม -ing)
2. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ห้ามใช้ Stative Verb กับ Continuous
ตัวอย่างประโยคผิดและถูกที่ผู้เรียนชาวไทยมักเขียน:
❌ I am knowing the answer. → ✅ I know the answer. (ฉันรู้คำตอบ)
❌ She is wanting coffee. → ✅ She wants coffee. (เธอต้องการกาแฟ)
❌ He is believing in ghosts. → ✅ He believes in ghosts. (เขาเชื่อในผี)
❌ They are having a car. → ✅ They have a car. (พวกเขามีรถ - have = possess)
❌ I am liking pizza. → ✅ I like pizza. (ฉันชอบพิซซ่า)
แต่ "They are having dinner." ถูกต้อง เพราะ have ในที่นี้แปลว่า "กิน" ไม่ใช่ "ครอบครอง" จึงเปลี่ยนหน้าที่เป็น action verb ใช้ -ing ได้
Myth check - สโลแกน "I'm loving it" ของ McDonald's:
คำถามที่ผู้เรียนถามบ่อยคือ "ถ้า stative verb ใช้ -ing ไม่ได้ แล้วทำไมโฆษณา McDonald's ถึงพูดว่า I'm loving it?" คำตอบคือ นี่เป็น creative advertising ที่จงใจฝ่าฝืนกฎไวยากรณ์เพื่อสร้างความรู้สึก "อร่อยอยู่ตอนนี้ ในจังหวะนี้" ไม่ใช่ภาษาอังกฤษมาตรฐาน ในความหมายชอบ/รัก "love" จัดเป็น stative ห้ามใช้ -ing ในการเขียนทางการ (Cambridge Dictionary) ดังนั้นห้ามนำสไตล์โฆษณานี้ไปใช้ในข้อสอบ TOEIC, IELTS หรือเรียงความ academic
เมื่อเข้าใจประเภท verb และจุดสับสนแล้ว ส่วนถัดไปจะรวบรวมตัวอย่างประโยค verb แต่ละประเภทให้ครบในที่เดียว เพื่อใช้เป็นแบบอย่างเวลาต้องเขียนหรือพูดภาษาอังกฤษ
V. ตัวอย่างประโยค Verb ภาษาอังกฤษทุกประเภทพร้อมคำแปลไทย
ส่วนนี้รวบรวมตัวอย่างประโยค verb ทั้ง 5 ประเภทในที่เดียว เพื่อใช้เป็น reference ทบทวนก่อนสอบ หรือเป็นแบบอย่างเวลาต้องเขียนประโยคจริง ทุกประโยคตรวจสอบความถูกต้องตาม Cambridge Grammar of English (2006) และ Merriam-Webster Dictionary
1. ตัวอย่างประโยค Action - Linking - Auxiliary Verb
ตารางด้านล่างรวม 15 ประโยค (5 ประโยคต่อประเภท) โดยเน้น verb ด้วยตัวหนาในแต่ละประโยค รวมทั้ง positive, negative และ question form สำหรับ auxiliary verb:
|
ประโยคภาษาอังกฤษ |
ประเภท Verb |
คำแปลไทย |
|
Tom runs every morning. |
Action |
ทอมวิ่งทุกเช้า |
|
She writes novels for a living. |
Action |
เธอเขียนนิยายเป็นอาชีพ |
|
The children played in the garden. |
Action |
เด็ก ๆ เล่นในสวน |
|
He drives to work every day. |
Action |
เขาขับรถไปทำงานทุกวัน |
|
We eat breakfast at 7. |
Action |
เรากินข้าวเช้าตอน 7 โมง |
|
She is a teacher. |
Linking |
เธอเป็นครู |
|
The soup tastes delicious. |
Linking |
ซุปนี้รสชาติอร่อย |
|
He looks tired today. |
Linking |
เขาดูเหนื่อยวันนี้ |
|
The room smells like roses. |
Linking |
ห้องนี้มีกลิ่นเหมือนกุหลาบ |
|
They became doctors. |
Linking |
พวกเขากลายเป็นหมอ |
|
I am studying English now. |
Auxiliary (be + V-ing) |
ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่ |
|
She has finished her homework. |
Auxiliary (have + V3) |
เธอทำการบ้านเสร็จแล้ว |
|
They do not like coffee. |
Auxiliary (do + not + V1) |
พวกเขาไม่ชอบกาแฟ |
|
Did you call me yesterday? |
Auxiliary (did + V1) |
คุณโทรหาฉันเมื่อวานไหม |
|
He was given a gift. |
Auxiliary (passive: be + V3) |
เขาได้รับของขวัญ |
2. ตัวอย่างประโยค Modal Verb ในสถานการณ์จริง
ตารางด้านล่างแสดง modal verb 9 ตัวในบริบทชีวิตประจำวัน (ไม่ใช่ตัวอย่างนามธรรม) เพื่อให้นำไปปรับใช้กับการพูดในชีวิตจริงได้:
|
Modal |
ความหมาย |
ตัวอย่างประโยค |
คำแปลไทย |
|
can |
ความสามารถ |
I can speak three languages. |
ฉันพูดได้สามภาษา |
|
could |
ขออนุญาตสุภาพ |
Could you pass the salt? |
ช่วยส่งเกลือให้หน่อยได้ไหม |
|
will |
สัญญา/อนาคต |
I will pay you back tomorrow. |
ฉันจะคืนเงินคุณพรุ่งนี้ |
|
would |
คำขอสุภาพ |
I would like a glass of water. |
ฉันอยากได้น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว |
|
shall |
ข้อเสนอ (formal) |
Shall we have dinner together? |
เราไปกินข้าวเย็นกันไหม |
|
should |
คำแนะนำ |
You should see a doctor. |
คุณควรไปหาหมอ |
|
may |
ความเป็นไปได้ |
It may snow tonight. |
คืนนี้อาจจะหิมะตก |
|
might |
ความเป็นไปได้ที่น้อยกว่า |
She might be late. |
เธออาจจะมาสาย |
|
must |
บังคับ/ต้อง |
You must wear a seatbelt. |
คุณต้องคาดเข็มขัดนิรภัย |
จากตัวอย่างทั้งหมด จะเห็นได้ว่า verb แต่ละประเภทต้องการโครงสร้างประโยคที่แตกต่างกัน ในส่วนถัดไปจะอธิบายว่าข้อสอบ ONET และ TOEIC ทดสอบ verb ในรูปแบบใด เพื่อนำความรู้นี้ไปใช้ได้จริง
VI. แบบฝึกหัด Verb พร้อมเฉลย
แบบฝึกหัดที่ 1: ระบุประเภทของคำกริยา
คำแนะนำ: อ่านประโยคและระบุว่าคำกริยาที่ขีดเส้นใต้เป็นประเภทใด (Action/Linking/Auxiliary)
-
She looks beautiful in that dress.
-
They are studying for the exam.
-
I eat breakfast at 7 AM.
-
The coffee smells good.
-
We have finished our work.
เฉลย:
[prep_collapse_expand open_text="View more" close_text="Show less"]
-
Linking Verb (ดูสวย)
-
Auxiliary Verb (กำลังเรียน)
-
Action Verb (กิน)
-
Linking Verb (หอม)
-
Auxiliary Verb (ทำเสร็จแล้ว)
[/prep_collapse_expand]
แบบฝึกหัดที่ 2: เลือกรูปกริยาที่ถูกต้อง
คำแนะนำ: เลือกรูปกริยาที่ถูกต้องตามบริบทประโยค
-
Yesterday, I (go/went/gone) to the market.
-
She has (write/wrote/written) three books.
-
They (is/are/am) playing football now.
-
He usually (wake/wakes/woke) up at 6 AM.
-
We will (meet/met/meeting) you tomorrow.
เฉลย:
[prep_collapse_expand open_text="View more" close_text="Show less"]
-
went (Past Simple)
-
written (Present Perfect)
-
are (Present Continuous)
-
wakes (Present Simple, ประธาน He)
-
meet (Future Simple)
[/prep_collapse_expand]
แบบฝึกหัดที่ 3: แก้ไขข้อผิดพลาดเรื่อง Subject-Verb Agreement
คำแนะนำ: หาและแก้ไขข้อผิดพลาดในประโยคต่อไปนี้
-
The students is studying hard.
-
My friend and I likes ice cream.
-
Each of the boys have a bicycle.
-
The news are on TV at 6 PM.
-
Mathematics are my favorite subject.
เฉลย:
[prep_collapse_expand open_text="View more" close_text="Show less"]
-
The students are studying hard.
-
My friend and I like ice cream.
-
Each of the boys has a bicycle.
-
The news is on TV at 6 PM.
-
Mathematics is my favorite subject.
[/prep_collapse_expand]
แบบฝึกหัดที่ 4: เปลี่ยน Active เป็น Passive Voice
คำแนะนำ: เปลี่ยนประโยค Active Voice เป็น Passive Voice
-
The teacher explains the lesson.
-
Students write essays every week.
-
The chef prepared delicious food.
-
People speak English worldwide.
-
The company will launch a new product.
เฉลย:
[prep_collapse_expand open_text="View more" close_text="Show less"]
-
The lesson is explained by the teacher.
-
Essays are written by students every week.
-
Delicious food was prepared by the chef.
-
English is spoken worldwide.
-
A new product will be launched by the company.
[/prep_collapse_expand]
VII. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Verb ภาษาอังกฤษ
1. Verb อ่านว่าอะไร ออกเสียงอย่างไร
Verb อ่านว่า /vɜːrb/ (เวิร์บ) โดยมี 3 องค์ประกอบเสียง: /v/ + /ɜː/ + /b/ เสียง /v/ ออกโดยให้ริมฝีปากล่างแตะฟันบนแล้วเปล่งเสียง (ไม่ใช่ /w/ ที่ห่อปาก) ตามด้วยสระยาว /ɜː/ คล้ายในคำว่า her, bird, work และปิดท้ายด้วย /b/ เบา ๆ ที่ริมฝีปาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในผู้เรียนชาวไทย:
-
ออกเสียง "เวิบ" - ลืมเสียง /r/ ในสำเนียง American หรือลืมยืดสระในสำเนียง British
-
ออกเสียง "เวิ้บ" - ใช้สระสั้นเกินไป ทำให้ฟังคล้ายคำอื่น
-
ออกเสียงเริ่มต้นด้วย /w/ คล้าย "เวิร์บ" แบบนุ่ม - ที่ถูกต้องคือ /v/ ที่ฟันบนแตะริมฝีปากล่าง
วิธีฝึก: ส่องกระจกแล้วดูริมฝีปากล่างขณะออกเสียง v ต้องเห็นว่าฟันบนแตะริมฝีปากล่างจริง
2. v. ในพจนานุกรมหมายถึงอะไร
v. คืออักษรย่อของ verb (คํากริยา) ในพจนานุกรม ส่วน vb. เป็นรูปย่ออีกแบบที่ใช้ในพจนานุกรมบางเล่ม เมื่อเปิดพจนานุกรม Oxford หรือ Cambridge จะเห็น entry แบบนี้:
"run /rʌn/ v. [I or T] to move using your legs, going faster than when you walk"
ตัวอักษร v. หลัง phonetic /rʌn/ บอกว่า run เป็น verb ส่วน [I or T] บอกว่าเป็น intransitive (I) หรือ transitive (T) ได้ทั้งสองแบบ พจนานุกรมบางเล่มใช้ vt. (transitive verb) และ vi. (intransitive verb) เพื่อแยกชัดเจน
อักษรย่ออื่นที่พบในพจนานุกรม: n. = noun, adj. = adjective, adv. = adverb, prep. = preposition
3. Verb กับ Tense เกี่ยวข้องกันอย่างไร
Verb คือ "วัตถุดิบ" ส่วน tense คือ "วิธีปรุง" - verb เปลี่ยนรูปตาม tense เพื่อบอกเวลาและความสมบูรณ์ของการกระทำ ภาษาอังกฤษมีทั้งหมด 12 tense หลัก แบ่งเป็น 3 แกนเวลา (present/past/future) คูณ 4 รูปแบบ (simple/continuous/perfect/perfect continuous)
ตัวอย่างการใช้ verb "eat" ใน 4 tense:
-
I eat lunch. (present simple, V1)
-
I am eating lunch. (present continuous, be + V-ing)
-
I have eaten lunch. (present perfect, have + V3)
-
I had eaten lunch before noon. (past perfect, had + V3)
การเรียน verb จึงเป็นขั้นแรกก่อนเรียน tense - ถ้ายังจำกริยา 3 ช่องไม่ได้ จะใช้ tense ที่ต้องการ V3 ไม่ได้เลย
Verb คือหัวใจของทุกประโยคภาษาอังกฤษ การรู้จัก 5 ประเภทหลัก (Action/Linking/Auxiliary/Modal/Transitive-Intransitive) และจำกริยา 3 ช่อง 30 คำที่ออกบ่อยคือรากฐานที่ทำให้เรียน tense และทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจ จุดที่ผู้เรียนชาวไทยพลาดบ่อยที่สุดคือใช้ stative verb กับ continuous tense และเติม preposition เกินหลัง transitive verb - เลี่ยงสองข้อนี้ก็ลดผิดได้กว่าครึ่ง
หากคุณต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษอย่างครอบคลุม โดยเฉพาะเพื่อเตรียมสอบ IELTS PREP Edu มีหลักสูตรที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบเพื่อช่วยให้คุณเชี่ยวชาญทั้งไวยากรณ์และการใช้งานจริง ด้วย คอร์สเรียน IELTS ออนไลน์ ที่มีเทคโนโลยี AI Teacher Bee คอยสนับสนุน คุณจะได้รับ feedback แบบ real-time และแผนการเรียนที่ปรับให้เหมาะกับระดับของคุณโดยเฉพาะ ระบบ Virtual Speaking Room และ Virtual Writing Room จะช่วยให้คุณฝึกฝนทักษะได้อย่างเข้มข้น พร้อมรับการแก้ไขและคำแนะนำที่ชัดเจน เรียน IELTS กับ PREP วันนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายคะแนนที่คุณต้องการ

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
เนื้อหาแบบพรีเมียม
ดูทั้งหมดแผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล
อ่านมากที่สุด
ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล
















