ตารางกริยา 3 ช่อง ภาษาอังกฤษ ครบทุกรูปแบบ พร้อมตัวอย่างใช้จริง

ลองนึกภาพว่าคุณกำลังเล่าเรื่องให้เพื่อนฟังว่า “เมื่อวานฉันไปตลาด ซื้อผลไม้ แล้วกลับบ้าน” ในภาษาอังกฤษคุณต้องพูดว่า “Yesterday I went to the market, bought some fruits, and came back home” สังเกตไหมว่ากริยาทุกตัวเปลี่ยนรูป นี่คือหัวใจของ กริยา 3 ช่อง ที่ทำให้ประโยคของคุณถูกหลักไวยากรณ์

กริยา 3 ช่อง คือรากฐานของการผัน คำกริยาภาษาอังกฤษ ทั้งระบบ เมื่อไหร่ที่คุณใช้ Present Perfect, Past Perfect หรือ Passive Voice คุณต้องหยิบรูปที่ถูกต้องมาใช้เสมอ

บทความนี้ Prep รวบรวม กริยา 3 ช่อง พร้อม คำ อ่าน และคำแปลให้ครบ ตั้งแต่ความหมาย การใช้แต่ละช่อง ความต่างของ Regular กับ Irregular Verbs เทคนิคจำ ไปจนถึงการนำไปใช้ในข้อสอบ IELTS มาเริ่มกันเลย Preppies

กริยา 3 ช่อง ภาษาอังกฤษ รวมคำกริยาที่ต้องรู้

  1. I. กริยา 3 ช่อง คืออะไร?
  2. II. เจาะลึกกริยา 3 ช่อง แต่ละช่อง
    1. 1. Verb 1: รูปพื้นฐาน (Infinitive/Base Form)
    2. 2. Verb 2: รูปอดีตกาล (Past Simple)
    3. 3. Verb 3: Past Participle (กริยาช่อง 3)
  3. III. Regular Verbs กับ Irregular Verbs ต่างกันอย่างไร
    1. 1. Regular Verbs (กริยาปกติ)
    2. 2. Irregular Verbs (กริยาไม่ปกติ)
  4. IV. เทคนิคจำกริยา 3 ช่อง ให้ได้ผลจริง
    1. 1. จัดกลุ่ม Irregular Verbs ตามเสียงสระที่เปลี่ยน
    2. 2. เรียนผ่านการใช้งานจริง ไม่ใช่ท่องอย่างเดียว
  5. V. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกริยา 3 ช่อง
    1. 1. กริยาแท้และกริยาไม่แท้เกี่ยวข้องกับกริยา 3 ช่องอย่างไร?
    2. 2. จำเป็นต้องท่องจำกริยา 3 ช่องทุกตัวในภาษาอังกฤษหรือไม่?
    3. 3. นอกจากแบ่งตามรูปแบบการผัน V1 V2 V3 แล้ว แบ่งกลุ่ม Irregular Verbs ได้อีกหรือไม่?
    4. 4. การเรียนกริยา 3 ช่องในภาษาอังกฤษ ยากหรือง่ายกว่าการผันกริยาในภาษาอื่น?
  6. VII. บทสรุป

I. กริยา 3 ช่อง คืออะไร?

กริยา 3 ช่อง คืออะไร?
กริยา 3 ช่อง คืออะไร?

กริยา 3 ช่อง คือการเปลี่ยนรูปของ คำกริยาภาษาอังกฤษ หนึ่งตัวออกเป็น 3 รูปแบบตามช่วงเวลาและโครงสร้างประโยค ได้แก่ V1 รูปพื้นฐาน, V2 รูปอดีต และ V3 รูป Past Participle

  • Verb 1 (V1) → Infinitive/Base Form: รูปพื้นฐานของกริยา

  • Verb 2 (V2) → Past Simple: รูปอดีตกาล

  • Verb 3 (V3) → Past Participle: กริยาช่อง 3

หน้าที่ของแต่ละช่อง

ช่อง

ชื่อ

หน้าที่หลัก

ตัวอย่าง

V1

Base Form

ใช้กับ Present Simple, หลัง modal verbs, อนาคต

I eat breakfast every day. (ฉันทานอาหารเช้าทุกวัน)

V2

Past Simple

ใช้กับอดีตกาล

I ate breakfast yesterday. (ฉันทานอาหารเช้าเมื่อวาน)

V3

Past Participle

ใช้กับ Perfect Tenses, Passive Voice

I have eaten breakfast already. (ฉันทานอาหารเช้าแล้ว)

ตัวอย่างเปรียบเทียบ กริยา 3 ช่อง พร้อม คำ อ่าน (IPA)

V1 (คำอ่าน)

V2 (คำอ่าน)

V3 (คำอ่าน)

ความหมาย

go /ɡoʊ/

went /wɛnt/

gone /ɡɔːn/

ไป

eat /iːt/

ate /eɪt/

eaten /ˈiːtən/

กิน

write /raɪt/

wrote /roʊt/

written /ˈrɪtən/

เขียน

make /meɪk/

made /meɪd/

made /meɪd/

ทำ

play /pleɪ/

played /pleɪd/

played /pleɪd/

เล่น

 

II. เจาะลึกกริยา 3 ช่อง แต่ละช่อง

กริยา 3 ช่อง แต่ละช่องมีหน้าที่เฉพาะตัวและจับคู่กับ Tense ต่างกัน เมื่อเข้าใจบทบาทของ V1, V2 และ V3 คุณจะเลือกใช้รูปกริยาได้ถูกต้องในทุกประโยค

เจาะลึกกริยา 3 ช่อง แต่ละช่อง
เจาะลึกกริยา 3 ช่อง แต่ละช่อง

1. Verb 1: รูปพื้นฐาน (Infinitive/Base Form)

Verb 1 คือรูปตั้งต้นของ คำกริยาภาษาอังกฤษ ที่ยังไม่ถูกผัน ใช้บ่อยที่สุดในปัจจุบันกาลและหลังคำช่วย ต่อไปนี้คือกรณีหลักที่ต้องใช้ V1

Present Simple (ประธานพหูพจน์ หรือ I/You/We/They):

  • I work in an office. (ฉันทำงานในสำนักงาน)

  • They study English every day. (พวกเขาเรียนภาษาอังกฤษทุกวัน)

หลัง Modal Verbs (can, will, should, must ฯลฯ):

  • I can speak three languages. (ฉันพูดได้สามภาษา)

  • You should exercise regularly. (คุณควรออกกำลังกายเป็นประจำ)

  • We will meet tomorrow. (เราจะพบกันพรุ่งนี้)

Present Continuous (เติม -ing):

  • She is working now. (เธอกำลังทำงานอยู่ตอนนี้)

  • They are playing football. (พวกเขากำลังเล่นฟุตบอล)

หลัง “to” (Infinitive with to):

  • I want to learn English. (ฉันอยากเรียนภาษาอังกฤษ)

  • She decided to go abroad. (เธอตัดสินใจไปต่างประเทศ)

เมื่อประธานเป็น he/she/it ใน Present Simple ต้องเติม s/es ที่กริยา เช่น He works hard. (เขาทำงานหนัก), She goes to school. (เธอไปโรงเรียน) และ It rains a lot here. (ที่นี่ฝนตกบ่อย)

2. Verb 2: รูปอดีตกาล (Past Simple)

Verb 2 ใช้กับ Past Simple เพื่อบอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงในอดีต โดยไม่เชื่อมโยงกับปัจจุบัน เป็นช่องที่คุณจะเจอบ่อยเวลาเล่าเรื่องที่ผ่านมาแล้ว

  • I went to Tokyo last year. (ฉันไปโตเกียวปีที่แล้ว)

  • She bought a new car yesterday. (เธอซื้อรถใหม่เมื่อวาน)

  • They finished the project on time. (พวกเขาทำโครงการเสร็จตรงเวลา)

คำบอกเวลาที่ใช้กับ Verb 2

คำบอกเวลา

ตัวอย่างประโยค

yesterday

I met him yesterday. (ฉันพบเขาเมื่อวาน)

last week/month/year

She visited Paris last month. (เธอไปปารีสเดือนที่แล้ว)

ago

They moved here two years ago. (พวกเขาย้ายมาที่นี่สองปีที่แล้ว)

in + ปี

I graduated in 2020. (ฉันจบการศึกษาในปี 2020)

3. Verb 3: Past Participle (กริยาช่อง 3)

Verb 3 คือรูป Past Participle ที่ใช้ร่วมกับกริยาช่วยเสมอ ไม่เคยอยู่โดดๆ เป็นหัวใจของ Perfect Tenses และ Passive Voice ทั้งหมด

Present Perfect (have/has + V3):

  • I have finished my homework. (ฉันทำการบ้านเสร็จแล้ว)

  • She has lived here for ten years. (เธออาศัยที่นี่สิบปีแล้ว)

  • They have visited Japan three times. (พวกเขาไปญี่ปุ่นสามครั้งแล้ว)

Past Perfect (had + V3):

  • I had eaten before you called. (ฉันทานข้าวก่อนที่คุณโทรมา)

  • She had left when I arrived. (เธอออกไปแล้วตอนที่ฉันมาถึง)

Passive Voice (be + V3):

  • The letter was written by John. (จดหมายถูกเขียนโดยจอห์น)

  • English is spoken worldwide. (ภาษาอังกฤษถูกพูดทั่วโลก)

  • The car has been repaired. (รถถูกซ่อมแล้ว)

Future Perfect (will have + V3):

  • I will have completed the project by Friday. (ฉันจะทำโครงการเสร็จภายในวันศุกร์)

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม: กริยา 3 ช่องของ Find พร้อมประโยคตัวอย่าง และ กริยา 3 ช่องของ Get พร้อมประโยคตัวอย่าง

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม:

III. Regular Verbs กับ Irregular Verbs ต่างกันอย่างไร

กริยาสามช่องภาษาอังกฤษ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ Regular Verbs ที่ผันตามกฎด้วยการเติม -ed และ Irregular Verbs ที่ผันไม่ตามกฎและต้องท่องจำ

1. Regular Verbs (กริยาปกติ)

Regular Verbs (กริยาปกติ)
Regular Verbs (กริยาปกติ)

Regular Verbs คือกริยาที่เติม -ed ที่ V1 เพื่อสร้าง V2 และ V3 ที่เหมือนกันทุกครั้ง จึงเป็นกลุ่มที่จำง่ายที่สุดของ คำกริยาผันภาษาอังกฤษ

กฎการเติม -ed

กฎ

ตัวอย่าง

V1

V2

V3

เติม -ed ตรงๆ

work

work

worked

worked

ลงท้ายด้วย e เติม -d

like

like

liked

liked

พยัญชนะ + y → ied

study

study

studied

studied

เสียงสั้น + พยัญชนะเดียว → เพิ่มพยัญชนะ

stop

stop

stopped

stopped

ตัวอย่าง Regular Verbs ที่ใช้บ่อย

V1

V2

V3

ความหมาย

walk

walked

walked

เดิน

talk

talked

talked

พูด

watch

watched

watched

ดู

listen

listened

listened

ฟัง

play

played

played

เล่น

clean

cleaned

cleaned

ทำความสะอาด

cook

cooked

cooked

ทำอาหาร

visit

visited

visited

เยี่ยม

2. Irregular Verbs (กริยาไม่ปกติ)

Irregular Verbs (กริยาไม่ปกติ)
Irregular Verbs (กริยาไม่ปกติ)

Irregular Verbs คือกริยาที่ผันไม่ตามกฎการเติม -ed จึงต้องท่องจำเป็นรายคำ แต่จำง่ายขึ้นได้เมื่อจัดเป็น 4 รูปแบบ ตามความเหมือนต่างของทั้งสามช่อง

รูปแบบที่ 1: V1 = V2 = V3 (เหมือนกันทั้ง 3 ช่อง)

V1

V2

V3

ความหมาย

cut

cut

cut

ตัด

put

put

put

วาง

let

let

let

ปล่อย, ให้

cost

cost

cost

มีค่าใช้จ่าย

hit

hit

hit

ตี

hurt

hurt

hurt

เจ็บ

read

read

read

อ่าน (ออกเสียงต่างกัน: /riːd/ - /red/ - /red/)

รูปแบบที่ 2: V1 = V3 ≠ V2

V1

V2

V3

ความหมาย

come

came

come

มา

become

became

become

กลายเป็น

run

ran

run

วิ่ง

รูปแบบที่ 3: V2 = V3 ≠ V1

V1

V2

V3

ความหมาย

buy

bought

bought

ซื้อ

bring

brought

brought

นำมา

teach

taught

taught

สอน

catch

caught

caught

จับ

think

thought

thought

คิด

fight

fought

fought

ต่อสู้

find

found

found

หา, พบ

hear

heard

heard

ได้ยิน

make

made

made

ทำ

say

said

said

พูด

รูปแบบที่ 4: V1 ≠ V2 ≠ V3 (ต่างกันทั้ง 3 ช่อง)

V1

V2

V3

ความหมาย

go

went

gone

ไป

eat

ate

eaten

กิน

see

saw

seen

เห็น

write

wrote

written

เขียน

speak

spoke

spoken

พูด

take

took

taken

เอา

give

gave

given

ให้

know

knew

known

รู้

break

broke

broken

หัก

choose

chose

chosen

เลือก

drive

drove

driven

ขับ

fly

flew

flown

บิน

swim

swam

swum

ว่ายน้ำ

drink

drank

drunk

ดื่ม

sing

sang

sung

ร้องเพลง

begin

began

begun

เริ่ม

IV. เทคนิคจำกริยา 3 ช่อง ให้ได้ผลจริง

วิธีจำ กริยา 3 ช่อง ที่ได้ผลที่สุดคือการจัดกลุ่มตามเสียงสระและการนำไปใช้จริง ไม่ใช่การท่องเรียงตัวอักษร เพราะสมองจำรูปแบบซ้ำได้ดีกว่าจำรายการยาวๆ

1. จัดกลุ่ม Irregular Verbs ตามเสียงสระที่เปลี่ยน

จัดกลุ่ม Irregular Verbs ตามเสียงสระที่เปลี่ยน
จัดกลุ่ม Irregular Verbs ตามเสียงสระที่เปลี่ยน

การจับกลุ่มกริยาที่เปลี่ยนเสียงสระแบบเดียวกันช่วยให้คุณจำได้เป็นชุด แทนที่จะจำทีละคำ ลองดูสามกลุ่มเสียงที่พบบ่อยด้านล่างนี้

กลุ่มเสียง

ตัวอย่างกริยา 3 ช่อง

i - a - u

drink-drank-drunk, sing-sang-sung, swim-swam-swum, begin-began-begun

i - o - i

give-gave-given, forgive-forgave-forgiven

ea - o - o

speak-spoke-spoken, steal-stole-stolen, freeze-froze-frozen

2. เรียนผ่านการใช้งานจริง ไม่ใช่ท่องอย่างเดียว

การนำกริยาไปแต่งประโยคของตัวเองช่วยย้ายความจำจากระยะสั้นสู่ระยะยาว วิธีนี้ทำให้คุณจำ คำกริยาผันภาษาอังกฤษ ได้นานกว่าการอ่านตารางเฉยๆ

  • แต่งประโยคจากชีวิตประจำวัน เช่น เล่าสิ่งที่ทำเมื่อวาน (ใช้ V2) และสิ่งที่ทำเสร็จแล้ว (ใช้ V3)

  • ทบทวนแบบเว้นระยะ (spaced repetition) วันที่ 1, 3, 7 และ 14 เพื่อกันการลืม

  • ฝึกกับ Teacher Bee AI ของ PREP เพื่อตรวจว่าคุณเลือกช่องกริยาถูกต้องในบริบทจริงหรือไม่

V. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกริยา 3 ช่อง

รวมคำถามที่ผู้เรียนสงสัยบ่อยที่สุดเกี่ยวกับ กริยา 3 ช่อง ตั้งแต่ความต่างของกริยาแท้และกริยาไม่แท้ ไปจนถึงวิธีจัดกลุ่มจำ พร้อมคำตอบที่คุณนำไปใช้ได้ทันที

1. กริยาแท้และกริยาไม่แท้เกี่ยวข้องกับกริยา 3 ช่องอย่างไร?

กริยาแท้ (Finite Verbs) คือกริยาที่ผันตามประธานและแสดงเวลา จึงใช้รูป V1 หรือ V2 ส่วนกริยาไม่แท้ (Non-finite Verbs) ไม่ผันตามประธานหรือเวลา มักอยู่ในรูป Infinitive (to + V1) หรือ Participle (V3 หรือ V-ing) เข้าใจจุดนี้ช่วยให้คุณเลือกช่องกริยาได้ถูกต้อง

2. จำเป็นต้องท่องจำกริยา 3 ช่องทุกตัวในภาษาอังกฤษหรือไม่?

ไม่จำเป็น คุณควรเริ่มจากกริยาที่ใช้บ่อยราว 50-100 ตัวก่อน เช่น go, do, make, take, come, see, know และ get ส่วนกริยาอื่นๆ ค่อยๆ สะสมผ่านการอ่านและฟังจริง วิธีนี้ประหยัดเวลาและจำได้แม่นกว่าการท่องทั้งหมดพร้อมกัน

3. นอกจากแบ่งตามรูปแบบการผัน V1 V2 V3 แล้ว แบ่งกลุ่ม Irregular Verbs ได้อีกหรือไม่?

ได้ คุณสามารถแบ่งตามเสียงสระที่เปลี่ยนไป เพื่อจำเป็นชุดได้ง่ายขึ้น เช่น กลุ่ม i-a-u ได้แก่ drink-drank-drunk, sing-sang-sung และ swim-swam-swum กลุ่ม i-o-i ได้แก่ give-gave-given และ forgive-forgave-forgiven ส่วนกลุ่ม ea-o-o ได้แก่ speak-spoke-spoken และ steal-stole-stolen

4. การเรียนกริยา 3 ช่องในภาษาอังกฤษ ยากหรือง่ายกว่าการผันกริยาในภาษาอื่น?

ภาษาอังกฤษผันกริยาง่ายกว่าหลายภาษา เช่น ฝรั่งเศส สเปน หรือเยอรมัน เพราะไม่ต้องผันตามเพศและจำนวนของประธานในทุกกาล ความท้าทายเดียวคือการจดจำ Irregular Verbs ที่ไม่มีรูปแบบตายตัว ซึ่งแก้ได้ด้วยการจัดกลุ่มและฝึกใช้สม่ำเสมอ

VII. บทสรุป

กริยา 3 ช่อง คือกระดูกสันหลังของการผัน คำกริยาภาษาอังกฤษ ที่ทำให้คุณสื่อสารได้ถูกต้องทุกช่วงเวลา เมื่อคุณแยกหน้าที่ของ V1, V2 และ V3 ออก และจับหลัก Regular กับ Irregular Verbs ได้แล้ว การใช้ Tenses ทั้ง 12 แบบและ Passive Voice จะกลายเป็นเรื่องง่าย เริ่มฝึกผันกริยาและทำแบบทดสอบ IELTS จริงไปกับ Prep วันนี้ เพื่อพา Band Score ของคุณไปให้ไกลกว่าเดิม

Mook
Product Content Admin

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ

ความคิดเห็นความคิดเห็น

0/300 ตัวอักษร
Loading...

แผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล

TH30

อ่านมากที่สุด

ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล

facebookyoutubeinstagram
Prep Technology Co., LTD.

Address: ตึก C.P. Tower 2 (ฟอร์จูนทาวน์) ชั้น 21 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
Hotline: +66 25 44 0068 
Email: sawatdee@prepedu.com

ได้รับการรับรองโดย
DMCA protect