Finite และ Non-finite Verbs: แยกกริยา 3 ขั้น
Finite verb (กริยาแท้) คือกริยาที่ผันรูปตามประธานและกาล และเป็นกริยาหลักของประโยค ส่วน non-finite verb (กริยาไม่แท้) คือกริยาที่ไม่ผันตามประธานหรือกาล และไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก ปัญหาที่ทำให้ผู้เรียนหลายคนสับสนคือ เวลาเจอประโยคที่มีกริยาสองสามตัว เช่น "She wants to go" กลับแยกไม่ออกว่าตัวไหนคือกริยาหลักตัวจริง บทความนี้ครอบคลุมนิยามของ finite และ non-finite verbs ตารางเปรียบเทียบทั้งสองแบบวางคู่กัน วิธีสังเกต 3 ขั้นตอนที่ใช้กับประโยคไหนก็ได้ และแบบฝึกหัดพร้อมเฉลย

I. Finite และ Non-finite Verbs คืออะไร?
Finite verb (กริยาแท้) คือกริยาที่ผันรูปตามประธานและกาล และทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค ส่วน non-finite verb (กริยาไม่แท้) คือกริยาที่ไม่ผันตามประธานหรือกาล และไม่ทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก ความต่างจุดนี้เพียงจุดเดียวก็พอให้คุณแยกกริยาสองประเภทออกจากกันได้ในประโยคส่วนใหญ่
เหตุที่ประโยคหนึ่งมีกริยาได้หลายตัว เป็นเพราะภาษาอังกฤษอนุญาตให้กริยาตัวหนึ่งทำหน้าที่ "หลัก" (finite) ในขณะที่กริยาตัวอื่นถูกดัดแปลงไปทำหน้าที่เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์ (non-finite) ดูประโยค "She wants to go" คำว่า wants คือกริยาแท้ที่ผันตามประธาน she ส่วน to go เป็นกริยาไม่แท้ที่แค่ตามหลังมาเสริมความหมาย
กริยาแท้ "แสดงกาลและมีประธานกำกับ" ในขณะที่กริยาไม่แท้ "ไม่แสดงกาลและไม่มีประธานของตัวเอง" (ตามนิยามของ Cambridge Grammar และพจนานุกรม Collins) ตารางด้านล่างสรุปเกณฑ์หลักไว้ให้เห็นภาพในบรรทัดเดียว
|
เกณฑ์ |
Finite verb (กริยาแท้) |
Non-finite verb (กริยาไม่แท้) |
|
ผันตามประธาน / กาล (tense)? |
ผัน (เช่น speak → speaks, spoke) |
ไม่ผัน (คงรูป to go, going, gone) |
|
เป็นกริยาหลักของประโยค? |
เป็น - ทุกประโยคต้องมีอย่างน้อย 1 ตัว |
ไม่เป็น - เป็นได้แค่ส่วนขยาย |
|
รูปที่พบบ่อย |
รูปผันตามกาล (works, worked, is working) |
to + verb, V-ing, V ช่องที่ 3 (V3) |
เมื่อเห็นภาพรวมแล้ว ขั้นต่อไปคือดูทีละประเภท เริ่มจาก finite verb ซึ่งเป็นกริยาที่คุณต้องหาให้เจอก่อนเสมอในทุกประโยค
II. Finite Verb (กริยาแท้) คืออะไร?
Finite verb (กริยาแท้) คือกริยาที่ผันรูปได้ตามองค์ประกอบทางไวยากรณ์ และเป็นกริยาหลักของประโยค - ทุกประโยคหรืออนุประโยค (clause) ที่สมบูรณ์ต้องมี finite verb หนึ่งตัวเสมอ สังเกตได้จากการที่มันเปลี่ยนรูปเมื่อประธานหรือกาลเปลี่ยน
เหตุผลที่กริยาแท้ต้องผันรูป เป็นเพราะมันแบกข้อมูลไวยากรณ์ทั้งหมดของประโยคไว้ ใครเป็นผู้กระทำ เหตุการณ์เกิดเมื่อไหร่ ประธานทำหรือถูกกระทำ กริยาแท้ผันได้ตาม 4 อย่าง คือ ประธาน (subject) กาล (tense) วาจก (voice) และมาลา (mood) เมื่อผู้เรียนเข้าใจว่า "ตัวที่ผันรูปได้คือตัวจริง" การหากริยาหลักในประโยคยาว ๆ ก็จะง่ายขึ้นทันที
1. Finite verb ผันตาม Subject และ Tense
กริยาแท้เปลี่ยนรูปตามว่าประธานเป็นใครและเหตุการณ์เกิดเมื่อไหร่ นี่คือจุดที่สังเกตง่ายที่สุด
-
ผันตามประธาน: I work / She works - เติม -s เมื่อประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่สาม (she, he, it) ตามกฎ subject-verb agreement ของ Present Simple
-
ผันตามกาล: She works (ปัจจุบัน) / She worked (อดีต) - กริยาเปลี่ยนรูปเพื่อบอกเวลา
-
verb to be เห็นชัดที่สุด: I am / You are / She is / They were - เปลี่ยนทั้งตามประธานและกาล
ข้อสังเกต: ถ้าคำกริยาตัวหนึ่งเปลี่ยนรูปเมื่อคุณสลับประธานจาก I เป็น she นั่นคือ finite verb แน่นอน เพราะกริยาไม่แท้จะคงรูปเดิมไม่ว่าประธานจะเป็นใคร
2. Finite verb ผันตาม Voice และ Mood
นอกจากประธานและกาลแล้ว กริยาแท้ยังผันตามวาจก (voice) และมาลา (mood) ด้วย
-
วาจก (Active ↔ Passive): She writes a letter → A letter is written by her - กริยาเปลี่ยนรูปเมื่อสลับจากประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำ (active) ไปเป็นประโยคที่ประธานถูกกระทำ (passive)
-
มาลา (mood) แบบ subjunctive: The teacher suggested that she take the exam - ในโครงสร้างนี้ take ไม่เติม -s ทั้งที่ประธานเป็น she เพราะเป็น subjunctive mood
จุดที่คนไทยพลาดบ่อยคือ modal verb เช่น can will must ตัว modal เองเป็น finite verb (ผันตามประธานและบอกกาลได้ เช่น can → could) ส่วนกริยาที่ตามหลัง modal จะอยู่ในรูป bare infinitive (กริยาช่องที่ 1 ไม่มี to) ซึ่งเป็น non-finite ยกตัวอย่างเช่น "She can swim" คำว่า can คือกริยาแท้ ส่วน swim คือกริยาไม่แท้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเขียน "She can swim" ไม่ใช่ "She can swims"
เมื่อรู้จักกริยาแท้ที่ผันได้ 4 ทางแล้ว ทีนี้มาดูฝั่งตรงข้าม คือกริยาที่ไม่ผันเลย นั่นคือ non-finite verb
III. Non-finite Verb (กริยาไม่แท้) คืออะไร? มี 3 ประเภท
Non-finite verb (กริยาไม่แท้) คือกริยาที่ไม่ผันตามประธานหรือกาล และไม่เคยทำหน้าที่เป็นกริยาหลักของประโยค มีทั้งหมด 3 ประเภท คือ gerund, to-infinitive และ participle แต่ละประเภทถูกดัดแปลงมาทำหน้าที่เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์แทน
เหตุที่กริยาไม่แท้มีอยู่ เป็นเพราะภาษาอังกฤษต้องการวิธีนำ "ความหมายของกริยา" ไปใช้ในตำแหน่งที่ปกติเป็นของคำชนิดอื่น เช่นเอาการกระทำไปเป็นประธานของประโยค (Swimming is fun) กริยาไม่แท้แบ่งตามรูปได้เป็น infinitive form, -ing form และ -ed/V3 form พอดี (ตามการจัดหมวดของ Cambridge Grammar)
1. Gerund (V-ing ทำหน้าที่เป็นคำนาม)
-
นิยาม: gerund คือกริยาเติม -ing ที่ทำหน้าที่เป็น "คำนาม" ในประโยค
-
เป็นประธาน: Swimming is fun - (การว่ายน้ำสนุก) swimming ทำหน้าที่เป็นประธาน ส่วน is คือกริยาแท้
-
เป็นกรรม (tân ngữ): He enjoys reading - (เขาชอบการอ่าน) reading เป็นกรรมของกริยา enjoys
-
ข้อสังเกต: gerund ไม่ผันตามประธาน ไม่ว่าประธานจะเป็น I, she หรือ they คำว่า swimming ก็คงรูปเดิม
2. To-infinitive (to + verb)
-
นิยาม: to-infinitive คือ to + กริยาช่องที่ 1 (รูปเดิมไม่ผัน) ทำหน้าที่ได้ทั้งคำนาม คำคุณศัพท์ และคำวิเศษณ์
-
ตัวอย่าง: She wants to go - (เธออยากไป) wants คือกริยาแท้ ส่วน to go เป็นกริยาไม่แท้ที่บอกว่าอยากทำอะไร
-
ตัวอย่าง: We stopped to rest - (เราหยุดเพื่อพัก) to rest บอกจุดประสงค์
-
ข้อสังเกต: to ใน to-infinitive ไม่ใช่บุพบท (preposition) และกริยาหลัง to ต้องเป็นรูปเดิมเสมอ จึงเขียน to go ไม่ใช่ to goes หรือ to went
3. Participle (present & past participle)
-
นิยาม: participle คือกริยาที่ทำหน้าที่เป็น "คำคุณศัพท์" ขยายคำนาม มี 2 รูป
-
Present participle (V-ing): the crying baby - (เด็กที่กำลังร้องไห้) crying ขยาย baby
-
Past participle (V3): a broken window - (หน้าต่างที่แตก) broken ขยาย window
-
จุดที่คนไทยสับสนที่สุด - interesting vs interested: present participle (-ing) บอก "สิ่งที่เป็นต้นเหตุ" ส่วน past participle (-ed) บอก "ผู้ที่รู้สึก" เช่น The book is interesting (หนังสือน่าสนใจ - ตัวหนังสือเป็นต้นเหตุ) แต่ I am interested in the book (ฉันสนใจหนังสือ - ฉันเป็นผู้รู้สึก)
gerund กับ present participle ต่างกันตรงหน้าที่ ไม่ใช่รูป ทั้งคู่เติม -ing เหมือนกัน แต่ gerund ทำหน้าที่คำนาม (Reading is useful) ส่วน present participle ทำหน้าที่คำคุณศัพท์ (the reading lamp = โคมไฟสำหรับอ่านหนังสือ) เวลาแยกไม่ออก ให้ถามว่า "คำนี้แทนที่คำนามได้ไหม" ถ้าได้คือ gerund
เมื่อเห็นครบทั้งสองฝั่งแล้ว ขั้นต่อไปคือวางทั้งสองประเภทไว้ข้าง ๆ กันในตารางเดียว เพื่อให้เห็นความต่างชัด ๆ ทุกเกณฑ์
บทความแนะนำ: แยกให้ชัด Gerund และ To Infinitive
IV. Finite กับ Non-finite Verb ต่างกันอย่างไร?
จุดต่างที่สำคัญที่สุดคือ finite verb ผันรูปตามประธานและกาล และเป็นกริยาหลักของประโยค ส่วน non-finite verb ไม่ผันรูป ไม่แสดงกาล และทำหน้าที่เป็นคำนาม คำคุณศัพท์ หรือคำวิเศษณ์แทน เมื่อจับสองประเภทมาวางเทียบกันตามเกณฑ์เดียวกัน ความสับสนที่ค้างมานานจะหายไปเกือบหมด
ตารางด้านล่างเปรียบเทียบ finite และ non-finite verbs ทั้ง 5 เกณฑ์ที่ใช้แยกได้จริงในการอ่านและการเขียน
|
เกณฑ์ |
Finite verb (กริยาแท้) |
Non-finite verb (กริยาไม่แท้) |
|
1. ผันตามประธาน (subject)? |
ผัน - I work / She works |
ไม่ผัน - to work / working คงรูปเดิม |
|
2. แสดงกาล (tense)? |
แสดง - work / worked / will work |
ไม่แสดง - ต้องพึ่งกริยาแท้บอกเวลาแทน |
|
3. เป็นกริยาหลักของประโยค? |
เป็น - ทุกประโยคต้องมี ≥ 1 ตัว |
ไม่เป็น - เป็นได้แค่ส่วนขยาย |
|
4. หน้าที่ทางไวยากรณ์ |
เป็น "กริยา" ตรง ๆ |
เป็นคำนาม / คำคุณศัพท์ / คำวิเศษณ์ |
|
5. รูปที่พบ |
works, worked, is working |
to go, going, gone (to + V, V-ing, V3) |
มาลองมอง 1 ประโยคจริง: "She wants to go."
-
wants = finite verb (กริยาแท้) - ผันตามประธาน she (เติม -s) ถ้าเปลี่ยนประธานเป็น they จะกลายเป็น "They want" ตัวนี้จึงเป็นกริยาหลัก
-
to go = non-finite verb (กริยาไม่แท้) - คงรูป to go ไม่ว่าประธานหรือกาลจะเปลี่ยน ("They wanted to go" คำว่า to go ก็ไม่เปลี่ยน) ตัวนี้จึงเป็นแค่ส่วนขยายที่บอกว่าอยากทำอะไร
เห็นวิธีมองแล้วใช่ไหมว่าทำไม wants ถึงเป็นตัวจริง ต่อไปมาแปลงวิธีมองนี้ให้เป็นขั้นตอนสำเร็จรูป 3 ขั้นที่ใช้กับประโยคไหนก็ได้
V. วิธีสังเกต Finite และ Non-finite Verb ใน 3 ขั้นตอน
วิธีที่ชัวร์ที่สุดในการหา finite verb ในประโยคยาว ๆ คือใช้ "subject-swap test" - ลองเปลี่ยนประธานหรือกาล กริยาตัวที่เปลี่ยนรูปตามคือ finite verb ส่วนตัวที่คงรูปเดิมคือ non-finite verb สามขั้นตอนต่อไปนี้ใช้ได้กับทุกประโยค ไม่ว่าจะยาวแค่ไหน
1. ลองเปลี่ยนประธานหรือกาล (subject-swap test)
ไล่ดูกริยาทุกตัวในประโยค แล้วลองสลับประธาน (เช่นจาก she เป็น they) หรือเปลี่ยนกาลเป็นอดีต กริยาตัวไหน "เปลี่ยนรูปตาม" คือ finite verb เพราะมีแต่กริยาแท้เท่านั้นที่ผันได้
2. ตรวจรูป to + V, V-ing หรือ V3
กริยาตัวไหนที่อยู่ในรูป to + verb (to go), V-ing (going) หรือ V ช่องที่ 3 (gone) และไม่เปลี่ยนรูปตามประธาน คือ non-finite verb ทันที เพราะสามรูปนี้เป็นสัญญาณเด่นของกริยาไม่แท้
3. หากริยาหลักของแต่ละอนุประโยค (clause)
นับว่าประโยคมีกี่อนุประโยค แต่ละอนุประโยคต้องมี finite verb หนึ่งตัวเสมอ ถ้าหาไม่เจอ แปลว่าประโยคนั้นยังไม่สมบูรณ์ (sentence fragment)
ลองใช้กับประโยคจริง: "Walking to school, she saw a dog running."
-
Walking → เข้าขั้นที่ 2 อยู่ในรูป V-ing และถ้าเปลี่ยนประธานเป็น they ("Walking to school, they saw...") คำว่า walking ไม่เปลี่ยนรูป → non-finite verb
-
saw → เข้าขั้นที่ 1 ลองเปลี่ยนกาลเป็นปัจจุบัน "she sees" คำนี้เปลี่ยนรูป → finite verb (นี่คือกริยาหลักของประโยค)
-
running → เข้าขั้นที่ 2 อยู่ในรูป V-ing ขยายคำนาม dog และไม่เปลี่ยนรูปตามประธาน → non-finite verb (present participle)
สรุปคือประโยคนี้มีกริยา 3 ตัว แต่มี finite verb แค่ตัวเดียวคือ saw ที่เหลือเป็นส่วนขยายทั้งหมด เมื่อฝึกจนคล่อง คุณจะแยกได้ในไม่กี่วินาที และนั่นคือทักษะเดียวกับที่ใช้แกะประโยคยาว ๆ ในข้อสอบ TOEIC และ IELTS ต่อไปมาดูข้อผิดพลาดที่ทำให้คนไทยเสียคะแนนบ่อยที่สุด พร้อมแบบฝึกหัดให้ทดสอบตัวเอง
VI. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Finite และ Non-finite Verbs
1. Gerund เป็น finite verb ไหม?
ไม่เป็น gerund คือกริยาเติม -ing ที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม จัดเป็น non-finite verb เสมอ เพราะไม่ผันตามประธานหรือกาล และเป็นกริยาหลักของประโยคไม่ได้
2. ประโยคคำสั่ง (imperative) มี finite verb ไหม?
มี ประโยคคำสั่งอย่าง "Close the door." มี finite verb คือ close โดยมีประธาน you ที่ถูกละไว้ (understood subject) กริยาจึงอยู่ในรูปที่เป็นกริยาแท้ครบถ้วน แม้จะไม่เห็นประธานก็ตาม การผันกริยาตาม tense จะช่วยให้เข้าใจจุดนี้ชัดขึ้น
3. Participle phrase คืออะไร?
participle phrase คือกลุ่มคำที่นำโดย participle (V-ing หรือ V3) ทำหน้าที่ขยายคำนามหรือทั้งประโยค เช่น "Walking to school, she saw a dog." วลี Walking to school เป็น participle phrase ที่ไม่มี finite verb ในตัวเอง
4. Modal verb (can, will, must) เป็น finite verb ไหม?
เป็น modal verb เป็น finite verb เพราะบอกกาลได้ (can → could, will → would) ส่วนกริยาที่ตามหลัง modal จะอยู่ในรูป bare infinitive ซึ่งเป็น non-finite เช่นใน "She can swim" คำว่า can เป็นกริยาแท้ ส่วน swim เป็นกริยาไม่แท้
5. ประโยคหนึ่งมี non-finite verb ได้กี่ตัว?
ได้ไม่จำกัด ประโยคหนึ่งมี non-finite verb กี่ตัวก็ได้ แต่ต้องมี finite verb อย่างน้อยหนึ่งตัวต่อหนึ่งอนุประโยคเสมอ เรื่องนี้เชื่อมโยงกับ[ชนิดของคำ (part of speech)]ในภาษาอังกฤษโดยตรง
บทความแนะนำ:
V. บทสรุป
Finite verb คือ กริยาที่มีการผันรูปตามประธานและกาลเวลา ทำหน้าที่เป็นแกนกลางของประโยค คุณสมบัติหลักของ finite ได้แก่ การผันตามประธาน การแสดงกาล และความสามารถยืนเป็นกริยาหลักได้เอง ซึ่งต่างจาก non-finite verb ที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้
การเข้าใจ finite non-finite verbs ช่วยให้สร้างประโยคได้ถูกต้อง โดยเฉพาะในการใช้กาล การทำประโยคคำถาม ปฏิเสธ และการเขียนประโยคซับซ้อน การฝึกฝนการระบุและใช้ finite verb อย่างสม่ำเสมอจะพัฒนาทักษะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าอยากปูพื้นฐานเรื่องชนิดของคำและโครงสร้างประโยคให้แน่นตั้งแต่ต้น คอร์สปูพื้นฐานไวยากรณ์ของ PREP English สอนหน้าที่ของคำแต่ละชนิดและชนิดของประโยคอย่างเป็นระบบ พร้อมแพลตฟอร์ม AI ที่ช่วยออกแบบเส้นทางการเรียนให้เหมาะกับจุดที่คุณยังไม่แม่น

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
เนื้อหาแบบพรีเมียม
ดูทั้งหมดแผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล
อ่านมากที่สุด
ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล
















