สรุปวิธีใช้ It-cleft Sentence ให้เป๊ะและจำง่าย
เขียนประโยคภาษาอังกฤษมาตลอด แต่ทำไมงานเขียนยังดูแบนและไม่มีน้ำหนัก ปัญหานี้แก้ได้ด้วยโครงสร้างเดียว ประโยค it-cleft คือคำตอบ
ประโยค it-cleft หรือ it-cleft sentence คือเทคนิคการเน้นใจความสำคัญในประโยคภาษาอังกฤษ โดยใช้โครงสร้าง It + be + ตัวเน้น + relative clause เพื่อดึงความสนใจไปยังข้อมูลที่ต้องการเน้น โครงสร้างนี้พบบ่อยใน IELTS Writing Task 2 งานเขียนวิชาการ และการสื่อสารระดับมืออาชีพ นอกจาก ประโยค it-cleft แล้ว ยังมีโครงสร้างเน้นคำในกลุ่มเดียวกัน เช่น wh-cleft (pseudo-cleft) และ all-cleft ที่ทำงานในลักษณะใกล้เคียงกัน การเข้าใจ it-cleft structure ช่วยให้งานเขียนดูมีความแม่นยำทางภาษาและแสดงถึง Lexical Resource ระดับสูงตามเกณฑ์ IELTS
บทความนี้รวบรวมทุกอย่างเกี่ยวกับ ประโยค it-cleft ไว้ครบ ตั้งแต่ความหมาย โครงสร้าง ตัวอย่าง ไปจนถึงข้อแตกต่างจาก pseudo-cleft อ่านจบแล้วนำไปใช้ได้เลย
Key Takeaways
ประโยค it-cleft ใช้เน้นส่วนใดส่วนหนึ่งของประโยคให้โดดเด่นขึ้น
โครงสร้างหลักคือ It + be + ตัวเน้น + that/who/which + ส่วนที่เหลือ
ใช้เน้นได้ทั้งประธาน กรรม กริยาวิเศษณ์บอกเวลา และสถานที่
Verb to be ต้องสอดคล้องกับ tense ของประโยคหลัก
ต่างจาก pseudo-cleft ตรงที่ it-cleft เริ่มต้นด้วย It เสมอ
I. It-cleft คืออะไร?
1. ความหมายและหน้าที่ในการเน้นใจความสำคัญ
ประโยค it-cleft คือโครงสร้างไวยากรณ์ที่ "แยก" ประโยคปกติออกเป็นสองส่วน เพื่อดึงความสนใจไปยังข้อมูลเฉพาะเจาะจง คำว่า cleft มาจากภาษาอังกฤษแปลว่า "การผ่าหรือแยก" ซึ่งสะท้อนหน้าที่ของโครงสร้างนี้ได้ชัดเจน
หน้าที่หลักของ ประโยค it-cleft คือการเน้นว่า "ใคร อะไร ที่ไหน เมื่อไหร่" เป็นสิ่งสำคัญในบริบทนั้น ซึ่งในภาษาไทยเราทำได้ด้วยน้ำเสียง แต่ในภาษาเขียนภาษาอังกฤษต้องใช้โครงสร้างนี้แทน
2. ทำไมต้องใช้ It-cleft แทนประโยคธรรมดา?
เหตุผลที่นักเขียนระดับสูงเลือกใช้ ประโยค it-cleft มีสามข้อหลัก:
-
เน้นข้อมูลใหม่ ช่วยบอกผู้อ่านว่าส่วนไหนคือข้อมูลสำคัญที่ต้องจำ
-
ตอบคำถามโดยนัย ใช้ตอบคำถามที่ยังค้างอยู่ในใจผู้อ่าน
-
เพิ่มน้ำหนักในงานเขียน ทำให้ประโยคดูมีจุดยืนและความมั่นใจมากขึ้น
3. เปรียบเทียบประโยคปกติกับประโยคแบบเน้นย้ำ
|
ประโยคปกติ |
ประโยค it-cleft |
สิ่งที่ถูกเน้น |
|
John broke the window. |
It was John who broke the window. |
ประธาน (John) |
|
She met him at the airport. |
It was at the airport that she met him. |
สถานที่ |
|
They launched the product in 2020. |
It was in 2020 that they launched the product. |
เวลา |
|
The manager approved the plan. |
It was the manager who approved the plan. |
ประธาน |
สังเกตว่าทุกประโยคมีความหมายเหมือนกัน แต่ ประโยค it-cleft ทำให้ผู้อ่านรู้ทันทีว่าส่วนไหนคือใจความสำคัญ
II. It-cleft structure และวิธีสร้างประโยค
1. โครงสร้างหลัก It + be + ตัวเน้น + relative clause
It-cleft structure พื้นฐานมีรูปแบบดังนี้:
It + be + [ตัวเน้น] + that / who / which + [ส่วนที่เหลือของประโยค]
ตัวอย่าง: It was the heavy rain that caused the flood. (สาเหตุของน้ำท่วมคือฝนที่ตกหนัก ไม่ใช่สิ่งอื่น)
วิธีสร้างประโยค it-cleft จากประโยคเดิมทำได้ 3 ขั้นตอน:
-
ขั้น 1: ระบุส่วนที่ต้องการเน้น เช่น ประธาน กรรม หรือคำบอกเวลา
-
ขั้น 2: วาง It + be + ส่วนที่เน้น
-
ขั้น 3: ต่อด้วย that/who/which + ส่วนที่เหลือ
2. การเลือกใช้ Tense ให้สอดคล้องกับประโยคหลัก
Verb to be ในประโยค it-cleft ต้องสอดคล้องกับ tense ของประโยคเดิม ดูตารางสรุป:
|
Tense ของประโยคเดิม |
รูป It-cleft |
ตัวอย่าง |
|
It is... that |
It is you who makes the difference. (คุณนั่นแหละที่สร้างความแตกต่าง) |
|
|
It was... that |
It was the noise that woke me up. (เสียงนั้นแหละที่ปลุกฉัน) |
|
|
It has been... that |
It has been hard work that led to this. (ความพยายามนั่นแหละที่พาเราถึงจุดนี้) |
3. การใช้ That และ Relative Pronoun อื่นๆ
that ใช้ได้กับทุกสถานการณ์และเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตาม สามารถเลือกใช้ relative pronoun อื่นได้ตามความเหมาะสม:
-
ใช้ who เมื่อตัวเน้นเป็นบุคคล: It was Maria who called first.
-
ใช้ which เมื่อตัวเน้นเป็นสิ่งของ (ทางการมากขึ้น): It was the policy which needed revision.
-
ใช้ that เมื่อตัวเน้นเป็นเวลา สถานที่ หรืออื่นๆ: It was yesterday that I realized the truth.
III. ตัวอย่างการใช้ It-cleft เน้นจุดต่างๆ
1. การใช้ It-cleft เพื่อเน้นประธาน (Subject)
เมื่อต้องการบอกว่า "ใคร" คือผู้กระทำประโยค it-cleft แบบเน้นประธานใช้ who ตามหลังตัวเน้น
|
ประโยคเดิม |
ประโยค It-cleft |
|
Tom designed the logo. |
It was Tom who designed the logo. (ทอมนั่นแหละที่ออกแบบโลโก้) |
|
The students raised the issue. |
It was the students who raised the issue. (นักเรียนนั่นแหละที่หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมา) |
2. การใช้ It-cleft เพื่อเน้นกรรม (Object)
เมื่อต้องการบอกว่า "อะไร" ถูกกระทำ ใช้ that ตามหลังตัวเน้นที่เป็นกรรม
ตัวอย่าง:
-
It was the final report that the director reviewed carefully. (รายงานฉบับสุดท้ายนั่นแหละที่ผู้อำนวยการตรวจอย่างละเอียด)
-
It was the new policy that caused confusion among the staff. (นโยบายใหม่นั่นแหละที่ทำให้พนักงานสับสน)
3. การเน้นส่วนขยายเวลาและสถานที่ (Adverbial)
ประโยค it-cleft ใช้เน้นเวลาและสถานที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับงานเขียนที่ต้องการความชัดเจนเรื่องบริบท
|
ประเภท |
ตัวอย่าง |
|
เวลา |
It was in 1969 that humans first walked on the moon. (ปี 1969 นั่นแหละที่มนุษย์เดินบนดวงจันทร์ครั้งแรก) |
|
สถานที่ |
It was in Tokyo that she discovered her passion for art. (ที่โตเกียวนั่นแหละที่เธอค้นพบความหลงใหลในงานศิลปะ) |
|
เหตุผล |
It was because of the rain that the event was cancelled. (เพราะฝนนั่นแหละที่ทำให้งานต้องยกเลิก) |
IV. เทคนิคการเขียน It-cleft ให้ดูเป็นธรรมชาติ
1. การวางตำแหน่งคำให้ดูเป็นมืออาชีพ
ประโยค it-cleft ดูเป็นธรรมชาติเมื่อใช้ในบริบทที่มีข้อมูลใหม่หรือข้อมูลที่ขัดแย้งกับสิ่งที่ผู้อ่านอาจเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่น ถ้าบทความก่อนหน้ากล่าวถึงหลายสาเหตุ การใช้ It was X that caused Y ช่วยระบุให้ชัดว่า X คือสาเหตุหลัก
หลีกเลี่ยงการใช้ ประโยค it-cleft ติดต่อกันหลายประโยค เพราะจะทำให้งานเขียนดูซ้ำและไม่เป็นธรรมชาติ ใช้สลับกับประโยคปกติเพื่อให้ rhythm ของงานเขียนดีขึ้น
2. ข้อควรระวังในการเลือกใช้ Verb to be
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการเขียน ประโยค it-cleft คือการใช้ verb to be ผิด tense ต้องจำว่า is/was ต้องสอดคล้องกับบริบทของเรื่องที่เล่า ไม่ใช่กับ subject ที่อยู่ในตัวเน้น
ตัวอย่างที่ผิดและถูก:
-
❌ It is in 1969 that humans walked on the moon.
-
✅ It was in 1969 that humans walked on the moon.
บทความแนะนำ:
- Parallel Structure คืออะไร?
- Inversion คืออะไร วิธีใช้และตัวอย่าง
- Relative Clause คืออะไร วิธีใช้และตัวอย่าง
V. คำถามเรื่อง It-cleft
1. ประโยค It-cleft จำเป็นต้องใช้ That เสมอไหม?
ไม่จำเป็นเสมอไป ประโยค it-cleft สามารถละ that ได้ในบางกรณี โดยเฉพาะในภาษาพูดหรืองานเขียนแบบไม่เป็นทางการ เช่น It was John broke the window. ก็ใช้ได้ในบริบทสนทนา แต่ในงานเขียนวิชาการและ IELTS ควรใส่ that ไว้เสมอเพื่อความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์
2. Cleft Sentence คือประโยคประเภทใดในแกรมม่า?
Cleft sentence จัดอยู่ในกลุ่ม focus construction หรือโครงสร้างที่ใช้เน้นความสำคัญ เป็นส่วนหนึ่งของไวยากรณ์ระดับ discourse ที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างประโยคกับบริบท ประโยค it-cleft คือหนึ่งในโครงสร้างที่ใช้บ่อยที่สุดในภาษาอังกฤษทั้งในงานเขียนและการพูด
3. โครงสร้างเน้นคำมีกี่รูปแบบที่นิยมใช้?
โครงสร้างเน้นคำในภาษาอังกฤษมี 3 รูปแบบหลักที่พบบ่อย:
|
โครงสร้าง |
ตัวอย่าง |
ลักษณะ |
|
It-cleft |
It was John who called. |
เริ่มด้วย It + be |
|
Wh-cleft (Pseudo-cleft) |
What John did was call. |
เริ่มด้วย What-clause |
|
Reverse wh-cleft |
Calling was what John did. |
กลับลำดับ pseudo-cleft |
4. It-cleft ต่างจาก Pseudo-cleft อย่างไร?
ประโยค it-cleft และ pseudo-cleft ต่างกันทั้งโครงสร้างและจุดเน้น:
-
It-cleft เริ่มด้วย It + be และเน้นองค์ประกอบที่เป็น noun phrase, adverb หรือ prepositional phrase
ตัวอย่าง: It was the deadline that stressed everyone. (deadline นั่นแหละที่ทำให้ทุกคนเครียด)
-
Pseudo-cleft เริ่มด้วย What-clause และมักใช้เน้นกริยาหรือการกระทำ
ตัวอย่าง: What stressed everyone was the deadline. (สิ่งที่ทำให้ทุกคนเครียดคือ deadline)
ทั้งสองมีความหมายเหมือนกัน แต่ pseudo-cleft เหมาะกับการเน้นการกระทำมากกว่า ขณะที่ ประโยค it-cleft เหมาะกับการเน้นบุคคล สถานที่ และเวลา
ประโยค it-cleft เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในงานเขียนภาษาอังกฤษระดับสูง เมื่อเข้าใจ it-cleft structure หลักคือ It + be + ตัวเน้น + that/who + ส่วนที่เหลือ และรู้จังหวะที่ควรใช้ โครงสร้างนี้จะช่วยให้งานเขียนดูมีความแม่นยำ มีน้ำหนัก และแสดงถึงความเชี่ยวชาญทางภาษาได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะใน IELTS Writing ที่ต้องแสดง Grammatical Range and Accuracy
ทักษะอย่างประโยค it-cleft คือสิ่งที่สร้างความต่างระหว่าง Band 6.5 กับ Band 7.0 ขึ้นไปใน IELTS Writing สำหรับใครที่ต้องการคอร์สเรียน IELTS อย่างมีระบบตั้งแต่พื้นฐานจนถึงขั้นสูง PREP English มีหลักสูตรครบทั้ง 4 ทักษะพร้อม Virtual Writing Room ที่ให้ feedback แบบเรียลไทม์พร้อมตัวอย่างงานเขียน Band 8.0+ Virtual Speaking Room ประเมินการพูดตามเกณฑ์ IELTS Band Descriptors ทั้ง 4 ด้าน และ Teacher Bee AI ที่คอยตรวจจุดผิดและแนะนำโครงสร้างไวยากรณ์ขั้นสูงอย่าง it-cleft ได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเรียน IELTS ออนไลน์ในระดับใด PREP พร้อมพาไปถึงเป้าหมาย

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
เนื้อหาแบบพรีเมียม
ดูทั้งหมดแผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล
อ่านมากที่สุด
ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล
















