Direct and Indirect Speech วิธีใช้และตัวอย่างชัดเจน

ลองจินตนาการว่าเพื่อนคุณบอกว่า "I'm going to Japan next month" แล้ววันต่อมาคุณต้องเล่าให้คนอื่นฟัง คุณจะพูดว่า "She said she is going to Japan next month" หรือ "She said she was going to Japan the following month"? คำตอบที่ถูกต้องคือข้อที่สอง และนี่คือจุดที่หลายคนมักสับสนเกี่ยวกับ direct indirect speech!

Direct indirect speech เป็นหนึ่งในหัวข้อไวยากรณ์ที่ท้าทายที่สุดสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษ เพราะต้องเปลี่ยนแปลงหลายอย่างพร้อมกัน ตั้งแต่ tenses, pronouns, time expressions ไปจนถึง place expressions การเข้าใจความแตกต่างระหว่าง direct speech and indirect speech ไม่เพียงช่วยให้คุณใช้ภาษาอังกฤษได้ถูกต้อง แต่ยังสำคัญต่อการสอบมาตรฐานอย่าง IELTS ที่มักทดสอบเรื่องนี้ในทุกส่วน

ในชีวิตประจำวัน เราใช้ indirect speech อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเล่าสิ่งที่คนอื่นพูด การรายงานข่าว หรือการสรุปการประชุม การเชี่ยวชาญเรื่องนี้จะทำให้การสื่อสารของคุณดูเป็นธรรมชาติและมืออาชีพมากขึ้น บทความนี้จะอธิบาย direct indirect speech อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่าง กฎเกณฑ์ และเทคนิคที่จะทำให้คุณไม่สับสนอีกต่อไป

Direct Indirect Speech คืออะไร? สรุปความต่างพร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย
สรุป Direct Indirect Speech คืออะไร พร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย

Key Takeaways

  • Direct indirect speech คือหลักไวยากรณ์ที่ใช้ในการถ่ายทอดคำพูดของผู้อื่น โดย Direct Speech คือการพูดซ้ำตามตัว ส่วน Indirect Speech คือการเล่าใหม่โดยไม่ใช้คำพูดตรงๆ
  • Direct speech ใช้เครื่องหมาย quotation marks (" ") และรักษาคำพูดเดิมไว้ทุกอย่าง รวมถึง tense, pronouns และ time expressions
  • Indirect speech ต้องเปลี่ยน tense ถอยหลังหนึ่งระดับ (backshift), เปลี่ยนสรรพนาม, และปรับ time/place expressions ให้เหมาะสม
  • การเปลี่ยนจาก direct and indirect speech มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน แต่มีข้อยกเว้นสำคัญที่ต้องจำ เช่น universal truths และ past perfect tense
  • Indirect speech แบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามรูปแบบประโยค: statements, questions, commands, และ requests

I. Direct Indirect Speech คืออะไร?

1. Direct Speech (คำพูดตรง)

Direct speech คือการพูดซ้ำคำพูดของผู้อื่นตามตัวทุกอย่าง โดยไม่เปลี่ยนแปลงคำพูดเดิมเลย ใช้เครื่องหมาย quotation marks (" ") ครอบคำพูดไว้

โครงสร้าง:

Reporting verb + "คำพูดตรงๆ"

หรือ

"คำพูดตรงๆ," + Reporting verb

ตัวอย่าง Direct Speech:

  • She said, "I am happy." (เธอพูดว่า "ฉันมีความสุข")
  • "I love chocolate," he said." (ฉันชอบช็อกโกแลต" เขาพูด)

ลักษณะเด่นของ Direct Speech

  • ใช้เครื่องหมาย quotation marks (" ") เสมอ
  • รักษาคำพูดเดิมไว้ทุกอย่าง - tense, pronouns, time expressions
  • ใช้ comma แยกคำพูดกับ reporting verb
  • คำพูดขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เสมอ

2. Indirect Speech (คำพูดอ้อม)

Indirect speech (หรือ Reported Speech) คือการเล่าคำพูดของผู้อื่นใหม่โดยไม่ใช้คำพูดตรงๆ ต้องมีการปรับเปลี่ยน tense, pronouns และ expressions ต่างๆ

โครงสร้าง:

Reporting verb + that + ประโยคที่ปรับเปลี่ยนแล้ว

ตัวอย่าง Indirect Speech:

  • She said, "I am happy." -> She said (that) she was happy.
  • "I love chocolate," he said. -> He said (that) he loved chocolate.

หมายเหตุ: คำว่า "that" สามารถละได้ในภาษาพูด

ความแตกต่างระหว่าง Direct Speech and Indirect Speech

ลักษณะ

Direct Speech

Indirect Speech

เครื่องหมายคำพูด

มี (" ")

ไม่มี

คำเชื่อม

ไม่มี that

มี that (ตัดได้)

Tense

ใช้ tense เดิม

เปลี่ยน tense (backshift)

สรรพนาม

ตามผู้พูดเดิม

เปลี่ยนตามบริบท

คำบอกเวลา/สถานที่

ใช้คำเดิม

เปลี่ยนตามบริบท

II. กฎเปลี่ยน Direct เป็น Indirect Speech

1. Tense Backshift (การถอย Tense)

เมื่อ reporting verb อยู่ใน past tense (said, told, asked) ต้องเปลี่ยน tense ในคำพูดถอยหลังหนึ่งระดับ

Direct Speech Tense

Indirect Speech Tense

ตัวอย่าง

Present Simple

Past Simple

"I work here."

→ He said he worked there.

Present Continuous

Past Continuous

"I am studying."

→ She said she was studying.

Present Perfect

Past Perfect

"I have seen it."

→ He said he had seen it.

Past Simple

Past Perfect

"I went home."

→ She said she had gone home.

Past Continuous

Past Perfect Continuous

"I was reading."

→ He said he had been reading.

Will

Would

"I will come."

→ She said she would come.

Can

Could

"I can swim."

→ He said he could swim.

May

Might

"I may go."

→ She said she might go.

Must

Had to

"I must leave."

→ He said he had to leave.

Tenses ที่ไม่ต้องเปลี่ยน

Past Perfect ไม่ต้องเปลี่ยน:

  • Direct: "I had finished before he came."

  • Indirect: She said she had finished before he came.

Past Perfect Continuous ไม่ต้องเปลี่ยน:

  • Direct: "I had been waiting for hours."

  • Indirect: He said he had been waiting for hours.

Modal verbs บางตัว ไม่ต้องเปลี่ยน:

  • would, should, could, might, ought to (คงเดิม)

 

2. การเปลี่ยนสรรพนาม (Pronouns)

สรรพนามจะต้องเปลี่ยนตามมุมมองของผู้เล่า การเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของประโยคและความสัมพันธ์ระหว่างผู้พูด ผู้ฟัง และผู้เล่า

Direct Speech

Indirect Speech

I

he/she (ตามผู้พูด)

we

they

you

I/we (ตามผู้ฟัง)

my

his/her

our

their

your

my/our

Direct Indirect Speech คืออะไร? สรุปความต่างพร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย
การเปลี่ยนสรรพนาม (Pronouns) ให้สอดคล้องกับผู้พูดและผู้ฟัง

3. การเปลี่ยน Time และ Place Expressions

คำบอกเวลาและสถานที่จะเปลี่ยนตามมุมมองของผู้เล่า การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนถึงความแตกต่างระหว่างเวลาที่พูดกับเวลาที่เล่า

Direct Speech

Indirect Speech

ความหมาย

now

then

ตอนนั้น

today

that day

วันนั้น

tomorrow

the next day

วันถัดไป

yesterday

the day before

วันก่อนหน้า

here

there

ที่นั่น

this

that

นั้น

these

those

เหล่านั้น

4. การเลือกใช้ Reporting Verbs (say, tell, ask)

การเลือกใช้ Reporting Verbs ให้เหมาะสมกับประเภทของประโยคเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง แต่ละคำมีการใช้งานที่แตกต่างกัน

กฎการใช้:

  • say ใช้ทั่วไป ไม่ต้องมีกรรม

  • tell ต้องมีกรรมตามหลัง

  • ask ใช้กับคำถามและการขอร้อง

Direct Indirect Speech คืออะไร? สรุปความต่างพร้อมตัวอย่างเข้าใจง่าย
การเลือกใช้ Reporting Verbs (say, tell, ask)

III. ประเภทของ Indirect Speech

1. Statements (ประโยคบอกเล่า)

โครงสร้าง: said (that) / told + person + (that)

ตัวอย่าง:

  • Direct: "I am busy."
  • Indirect: She said (that) she was busy.
  • Indirect: She told me (that) she was busy.

หมายเหตุ: "told" ต้องมีกรรมตามหลังเสมอ

2. Questions (ประโยคคำถาม)

Yes/No Questions:

โครงสร้าง: asked + if/whether + ประโยคบอกเล่า

ตัวอย่าง:

  • Direct: "Are you coming?"
  • Indirect: She asked if/whether I was coming.

Wh-Questions:

โครงสร้าง: asked + wh-word + ประโยคบอกเล่า

ตัวอย่าง:

  • Direct: "Where do you live?"
  • Indirect: He asked where I lived.

สำคัญ: คำถามใน indirect speech ไม่ต้องกลับประธาน-กริยา

3. การเปลี่ยนประโยคคำสั่ง ขอร้อง และแนะนำ

ประโยคคำสั่งจะใช้ to infinitive ในการเปลี่ยนจาก Direct Speech เป็น Indirect Speech พร้อมกับ Reporting Verbs ที่เหมาะสม

 

รูปแบบการเปลี่ยน:

  • คำสั่ง: told + กรรม + to infinitive

  • การขอร้อง: asked + กรรม + to infinitive

  • คำแนะนำ: suggested + -ing form

บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม:

IV. คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

1. "Reported Speech" คือคำเดียวกับ "Indirect Speech" หรือไม่?

Reported Speech และ Indirect Speech หรือ เป็นคำเดียวกันที่ใช้แทนกันได้ ทั้งสองคำหมายถึงการเล่าคำพูดของบุคคลอื่นโดยไม่ใช้เครื่องหมายอัญประกาศ ในวงการศึกษาภาษาอังกฤษ ทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกันและสามารถใช้แทนกันได้

2. Reporting Verbs มีกลุ่มไหนบ้างนอกเหนือจาก "say" และ "tell" เพื่อให้การเล่าเรื่องน่าสนใจขึ้น?

Reporting Verbs ที่หลากหลายช่วยให้การเขียนมีความน่าสนใจมากขึ้น การเลือกใช้คำที่เหมาะสมจะทำให้ความหมายชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น

กลุ่มต่างๆ ได้แก่:

  • กลุ่มการแสดงความคิดเห็น: argue, claim, suggest, recommend, insist

  • กลุ่มการถาม: inquire, wonder, question, demand

  • กลุ่มการแสดงอารมณ์: complain, exclaim, whisper, shout, cry

  • กลุ่มการให้ข้อมูล: explain, announce, declare, mention, reveal

3. การใช้ "that" ใน Indirect Speech จำเป็นเสมอไปหรือไม่ และการละไว้ให้ความรู้สึกต่างกันอย่างไร?

การใช้ that ใน Direct and Indirect Speech พร้อม เฉลย ไม่จำเป็นต้องใช้เสมอไป การตัดสินใจใช้หรือไม่ใช้ขึ้นอยู่กับบริบทและความเป็นทางการของการสื่อสาร

ความแตกต่าง:

  • มี that: ดูเป็นทางการมากกว่า เหมาะสำหรับการเขียน

  • ไม่มี that: ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า เหมาะสำหรับการพูด

4. ถ้าใน Direct Speech มีหลายประโยค เราต้องเปลี่ยนทุกประโยคเลยใช่ไหม?

Direct กับ Indirect ต่าง กัน ยัง ไง ในกรณีที่มีหลายประโยค จะต้องพิจารณาแต่ละประโยคแยกกัน ทุกประโยคต้องปฏิบัติตามกฎการเปลี่ยน Tense, สรรพนาม, และคำบอกเวลาสถานที่ เพื่อให้ความหมายถูกต้องและสอดคล้องกัน

Direct indirect speech เป็นหลักไวยากรณ์ที่สำคัญในภาษาอังกฤษ โดย direct speech คือการพูดซ้ำคำพูดเดิมทุกอย่างพร้อมใช้ quotation marks ส่วน indirect speech คือการเล่าคำพูดใหม่โดยต้องเปลี่ยน tense ถอยหลังหนึ่งระดับ เปลี่ยนสรรพนาม และปรับ time/place expressions ให้เหมาะสม

พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของคุณไปอีกขั้นกับ PREP English การเรียนรู้ direct indirect เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษที่ครอบคลุม PREP มีหลักสูตร เรียน IELTS ออนไลน์ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ IELTS ด้วยระบบการเรียนการสอนที่ทันสมัย เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะไวยากรณ์ รวมถึง direct speech and indirect speech ที่เป็นส่วนสำคัญในการสอบ Writing และ Speaking นักเรียนจะได้รับการฝึกฝนจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญและระบบ AI ที่ช่วยปรับปรุงการออกเสียงและโครงสร้างประโยค การเรียนกับ PREP จะทำให้คุณมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษในทุกสถานการณ์และสามารถบรรลุเป้าหมายคะแนน IELTS ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Mook
Product Content Admin

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ

ความคิดเห็นความคิดเห็น

0/300 ตัวอักษร
Loading...

แผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล

TH30

อ่านมากที่สุด

ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล

facebookyoutubeinstagram
Prep Technology Co., LTD.

Address: ตึก C.P. Tower 2 (ฟอร์จูนทาวน์) ชั้น 21 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพฯ 10400
Hotline: +6624606789
Email: sawatdee@prepedu.com

ได้รับการรับรองโดย
DMCA protect