ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) ภาษาอังกฤษ: โครงสร้าง วิธีใช้ในทุก Tense ตัวอย่าง และแบบฝึกหัด
ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) คือประโยคที่บอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เกิดขึ้น ไม่เป็นความจริง หรือไม่มีอยู่ บทความนี้รวบรวมหลักการสร้างประโยคปฏิเสธทั้งหมด ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ตารางการปฏิเสธในแต่ละ Tense การแยกใช้ not-no-never ข้อผิดพลาดที่คนไทยมักผิด และแบบฝึกหัดพร้อมเฉลย
- I. ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) คืออะไร?
- II. โครงสร้างประโยคปฏิเสธ: หลักการพื้นฐาน
- III. โครงสร้างประโยคปฏิเสธในแต่ละ Tense
- IV. not, no, never และคำปฏิเสธอื่นๆ ใช้ต่างกันอย่างไร?
- V. รูปย่อในประโยคปฏิเสธ (Contractions): don't, doesn't, won't
- VI. แบบฝึกหัดประโยคปฏิเสธ พร้อมเฉลย
- VII. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประโยคปฏิเสธ (FAQ)
I. ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) คืออะไร?
ประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) คือประโยคที่ใช้บอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่เกิดขึ้น ไม่เป็นความจริง หรือไม่มีอยู่ ซึ่งตรงข้ามกับประโยคบอกเล่า การสร้างประโยคปฏิเสธทำได้โดยเติมคำปฏิเสธ เช่น not, no หรือ never เข้าไปในประโยค เช่น "I like coffee" (ประโยคบอกเล่า) เปลี่ยนเป็น "I do not like coffee" (ประโยคปฏิเสธ) คำปฏิเสธที่พบบ่อยได้แก่ not, no, never, nobody และ nothing
จุดต่างที่สำคัญระหว่างประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence) กับประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) อยู่ที่ความหมาย ประโยคบอกเล่ายืนยันว่า "สิ่งนั้นเป็นจริงหรือเกิดขึ้น" ส่วนประโยคปฏิเสธคือการหักล้างความหมายนั้น ดูคู่ประโยคด้านล่างเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น
- ประโยคบอกเล่า: I like coffee. (ฉันชอบกาแฟ)
- ประโยคปฏิเสธ: I do not like coffee. (ฉันไม่ชอบกาแฟ)
จะเห็นว่าคำที่ทำให้ประโยคกลายเป็นปฏิเสธคือ "not" ที่เติมเข้าไปหลังกริยาช่วย do แต่ในภาษาอังกฤษยังมีคำปฏิเสธอื่นๆ ที่ทำหน้าที่คล้ายกัน คำเหล่านี้คือกลุ่มคำที่คุณจะเจอบ่อยที่สุด
- not ไม่ (ปฏิเสธกริยาหรือคำคุณศัพท์ มักต้องมีกริยาช่วย)
- no ไม่มี (วางหน้าคำนาม เช่น no money)
- never ไม่เคย (ปฏิเสธเรื่องความถี่)
- nobody / no one ไม่มีใคร
- nothing ไม่มีอะไร
หัวข้อถัดไปจะดูว่าโครงสร้างของประโยคปฏิเสธทำงานอย่างไร เพราะวาง "not" ผิดตำแหน่งเดียว ทั้งประโยคก็ผิดความหมายทันที
II. โครงสร้างประโยคปฏิเสธ: หลักการพื้นฐาน
โครงสร้างประโยคปฏิเสธมีหลักการง่ายๆ คือเติม "not" หลังกริยาช่วยหรือ verb to be ถ้าประโยคมี verb to be ให้เติม not หลัง be เช่น "She is not busy" ถ้าเป็นกริยาทั่วไปที่ไม่มีกริยาช่วย ต้องยืม do/does (ปัจจุบัน) หรือ did (อดีต) มาช่วย แล้วตามด้วยกริยาช่องที่ 1 เช่น "He does not like tea" และ "They did not go" ส่วนประโยคที่มี modal verb เช่น will, can, should ให้เติม not หลัง modal ได้เลย เช่น "I will not go"
หลักการทั้งหมดสรุปได้เป็นคำถามเดียวว่า "ในประโยคนี้มีกริยาช่วยอยู่แล้วหรือยัง?" ถ้ามี (be, modal หรือ have ใน Perfect) ให้เติม not ต่อท้ายได้ทันที ถ้าไม่มี แปลว่าเป็นกริยาทั่วไป คุณต้องยืม do/does/did เข้ามาก่อน ตารางด้านล่างสรุปทั้ง 3 กรณีไว้ให้จำง่าย
|
ชนิดของประโยค |
โครงสร้างปฏิเสธ |
ตัวอย่าง |
|
มี verb to be |
S + be + not |
She is not busy. (เธอไม่ยุ่ง) |
|
กริยาทั่วไป (ปัจจุบัน) |
S + do/does + not + V1 |
He does not like tea. (เขาไม่ชอบชา) |
|
กริยาทั่วไป (อดีต) |
S + did + not + V1 |
They did not go. (พวกเขาไม่ได้ไป) |
|
มี modal verb |
S + modal + not + V1 |
I will not go. (ฉันจะไม่ไป) |
|
Perfect (มี have) |
S + have/has/had + not + V3 |
I have not finished. (ฉันยังทำไม่เสร็จ) |
1. ประโยคที่มี verb to be (is/am/are/was/were)
ประโยคที่มี verb to be ทำเป็นปฏิเสธง่ายที่สุด เพราะเติม "not" หลัง be ได้เลยโดยไม่ต้องยืมกริยาช่วยอื่น หลักการนี้ใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน (is/am/are) และอดีต (was/were)
-
I am not a student. (ฉันไม่ใช่นักเรียน)
-
She is not at home. (เธอไม่อยู่บ้าน)
-
They were not happy. (พวกเขาไม่มีความสุข)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือการเผลอใส่ do/does เข้ามาซ้ำ เช่น "She does not is busy" ซึ่งผิด เพราะ be เป็นกริยาช่วยในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ต้องยืม do มาช่วยอีก คำที่ถูกต้องคือ "She is not busy"
2. ประโยคที่มีกริยาทั่วไป (do/does/did + not + V1)
เมื่อประโยคใช้กริยาทั่วไป (เช่น like, eat, go, work) และไม่มีกริยาช่วยอยู่เดิม คุณต้องยืม do/does/did มาช่วยเสมอ จุดที่ต้องระวังมี 2 อย่าง คือการเลือก do/does/did ให้ตรงกับประธานและ Tense และการใช้กริยาช่องที่ 1 (V1) ตามหลังเสมอ
-
ประธานเอกพจน์ (he/she/it) ปัจจุบัน ใช้ does not + V1: He does not eat meat.
-
ประธานอื่น (I/you/we/they) ปัจจุบัน ใช้ do not + V1: They do not work here.
-
อดีตทุกประธาน ใช้ did not + V1: She did not call me.
จำไว้ว่าหลัง do/does/did ต้องเป็น V1 (กริยารูปพื้นฐาน) เสมอ เพราะความเป็นเอกพจน์และความเป็นอดีตถูก "ย้าย" ไปไว้ที่กริยาช่วยแล้ว ดังนั้น "He does not likes" และ "She did not went" จึงผิดทั้งคู่
3. ประโยคที่มีกริยาช่วยหรือ modal (will, can, should...)
ประโยคที่มี modal verb (will, can, should, must, may, might, could, would) ทำเป็นปฏิเสธด้วยการเติม "not" หลัง modal ได้ทันที แล้วตามด้วยกริยาช่องที่ 1 โดยไม่ต้องยืม do/does/did
-
I will not go. (ฉันจะไม่ไป)
-
She cannot swim. (เธอว่ายน้ำไม่เป็น) หมายเหตุ: cannot เขียนติดกัน
-
You should not worry. (คุณไม่ควรกังวล)
สำหรับ Perfect Tense ที่ใช้กริยาช่วย have/has/had ก็ใช้หลักเดียวกัน คือเติม not หลัง have/has/had แล้วตามด้วยกริยาช่องที่ 3 (V3) เช่น "I have not seen him" (ฉันยังไม่เห็นเขา) เมื่อเข้าใจหลักการวาง not แล้ว หัวข้อถัดไปจะนำหลักการนี้ไปใช้กับทุก Tense พร้อมตัวอย่างครบ
III. โครงสร้างประโยคปฏิเสธในแต่ละ Tense
การทำประโยคปฏิเสธในแต่ละ Tense ใช้หลักเดียวกันคือเติม not หลังกริยาช่วยของ Tense นั้น Present Simple ใช้ do/does not + V1, Past Simple ใช้ did not + V1, ส่วน Continuous ใช้ is/am/are/was/were + not + V-ing และ Perfect ใช้ have/has/had + not + V3 ส่วน Future Simple ใช้ will not หรือรูปย่อ won't ตามด้วยกริยาช่องที่ 1
เมื่อคุณจับหลักได้แล้วว่า "กริยาช่วยของแต่ละ Tense คืออะไร" การปฏิเสธก็เหลือแค่ขั้นตอนเดียว คือเติม not ต่อท้ายกริยาช่วยตัวนั้น ตารางด้านล่างรวบรวม 8 Tense หลักที่ใช้บ่อยที่สุดไว้ในที่เดียว เพื่อให้คุณเปิดดูและเทียบได้ทันที
|
Tense |
โครงสร้างปฏิเสธ |
ตัวอย่าง |
|
S + do/does not + V1 |
He does not play football. (เขาไม่เล่นฟุตบอล) |
|
|
S + is/am/are + not + V-ing |
She is not working. (เธอไม่ได้กำลังทำงาน) |
|
|
S + have/has + not + V3 |
I have not finished. (ฉันยังทำไม่เสร็จ) |
|
|
S + did not + V1 |
They did not go. (พวกเขาไม่ได้ไป) |
|
|
Past Continuous |
S + was/were + not + V-ing |
We were not sleeping. (เราไม่ได้กำลังนอน) |
|
Past Perfect |
S + had + not + V3 |
He had not left. (เขายังไม่ได้ออกไป) |
|
Future Simple |
S + will not (won't) + V1 |
I will not call. (ฉันจะไม่โทร) |
|
Future Perfect |
S + will not have + V3 |
She will not have arrived. (เธอคงยังมาไม่ถึง) |
สังเกตว่าทุกแถวในตารางใช้ตรรกะเดียวกันซ้ำๆ นั่นคือหา "กริยาช่วย" ของ Tense นั้นให้เจอ แล้วเติม not เข้าไป Present Simple และ Past Simple เป็นสอง Tense เดียวที่ต้องยืม do/does/did มาช่วย เพราะกริยาทั่วไปไม่มีกริยาช่วยในตัว ส่วน Tense ที่เหลือมีกริยาช่วย (be, have, will) พร้อมใช้อยู่แล้ว
จุดที่ผู้เรียนพลาดบ่อยที่สุดคือ Past Simple ต้องใช้ "did not + V1" ไม่ใช่ "did not + V2" เพราะคำว่า did ได้บอกความเป็นอดีตไปแล้ว ประโยค "They did not went" จึงผิด ที่ถูกคือ "They did not go" หัวข้อถัดไปเราจะแยกให้ชัดว่า not, no และ never ต่างกันตรงไหน เพราะทั้งสามคำนี้แปลว่า "ไม่" เหมือนกันแต่ใช้คนละแบบ
บทความแนะนำอ่านเพิ่มเติม:
- Affirmative sentences ภาษาอังกฤษ: ความหมาย โครงสร้าง วิธีใช้ และแบบฝึกหัด
- รวมประโยคคำถามภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย
IV. not, no, never และคำปฏิเสธอื่นๆ ใช้ต่างกันอย่างไร?
not, no และ never เป็นคำปฏิเสธที่ใช้ต่างกัน not ใช้ปฏิเสธกริยาหรือคำคุณศัพท์และมักต้องมีกริยาช่วย, no ใช้วางหน้าคำนาม (no water), ส่วน never แปลว่า "ไม่เคย" และมีความหมายปฏิเสธในตัวอยู่แล้ว การเลือกใช้ผิดคำทำให้ประโยคผิดไวยากรณ์ทันที การแยกหน้าที่ของแต่ละคำให้ชัดจึงช่วยป้องกันความผิดพลาดนี้ได้
1. not กับ no ใช้ต่างกันอย่างไร
ความต่างหลักคือ "not ปฏิเสธกริยา ส่วน no ปฏิเสธคำนาม" not ต้องอาศัยกริยาช่วยหรือ verb to be เสมอ ในขณะที่ no วางไว้หน้าคำนามได้เลยโดยไม่ต้องมีกริยาช่วย
- not (ปฏิเสธกริยา/คำคุณศัพท์): I do not like it. / She is not sure.
- no (วางหน้าคำนาม = ไม่มี): There is no water. (ไม่มีน้ำ)
สังเกตว่า "There is no water" มีความหมายเท่ากับ "There is not any water" นั่นแปลว่า no = not + any นี่คือเหตุผลที่ในประโยคปฏิเสธ คำว่า some มักเปลี่ยนเป็น any ด้วย เช่น "I have some money" (บอกเล่า) จะกลายเป็น "I do not have any money" (ปฏิเสธ) ไม่ใช่ "I do not have some money"
2. คำปฏิเสธที่ทำให้ประโยคเป็นลบเอง (never, nobody, nothing, nowhere, no one)
คำกลุ่มนี้มีความหมายปฏิเสธอยู่ในตัวเองแล้ว จึง "ห้ามเติม not ซ้ำ" เพราะจะกลายเป็นประโยคปฏิเสธซ้อน (double negative) ซึ่งผิดในภาษาอังกฤษมาตรฐาน เมื่อคุณใช้คำเหล่านี้ ประโยคจะกลายเป็นปฏิเสธทันทีทั้งที่กริยายังเป็นรูปบอกเล่า
- never ไม่เคย: I never drink coffee. (ไม่ใช่ I never don't drink)
- nobody / no one ไม่มีใคร: Nobody came to the party.
- nothing ไม่มีอะไร: I know nothing about it.
- nowhere ไม่มีที่ไหน: The cat is nowhere to be found.
- none ไม่มีสักอัน: None of them agreed.
จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ ประโยคที่มี never, nobody, nothing อยู่แล้ว กริยาจะเป็นรูปบอกเล่า (ไม่มี not) เช่น "She never eats meat" ไม่ใช่ "She never doesn't eat meat" เพราะ never ทำหน้าที่ปฏิเสธไปแล้ว หัวข้อถัดไปจะพาไปดูรูปย่อของประโยคปฏิเสธ ที่คนไทยใช้บ่อยแต่มักงงว่าย่อมาจากอะไร
V. รูปย่อในประโยคปฏิเสธ (Contractions): don't, doesn't, won't
รูปย่อ (contraction) ในประโยคปฏิเสธเกิดจากการรวมกริยาช่วยกับ not แล้วใช้เครื่องหมาย apostrophe (') แทนตัวอักษรที่หายไป เช่น do not เป็น don't, does not เป็น doesn't และ did not เป็น didn't คำที่พิเศษที่สุดคือ will not ซึ่งย่อเป็น won't (ไม่ใช่ willn't) รูปย่อใช้บ่อยในภาษาพูดและการเขียนทั่วไป แต่ในงานเขียนทางการควรใช้รูปเต็ม
ตารางด้านล่างรวมรูปย่อของประโยคปฏิเสธที่ใช้บ่อยที่สุดไว้ให้ครบ สังเกตว่าเกือบทุกคำเกิดจากการตัด o ใน not ออกแล้วแทนด้วย apostrophe ยกเว้น won't และ can't ที่มีที่มาพิเศษ
ตารางที่ 1: รูปย่อของ be verb + do verb
|
รูปเต็ม |
รูปย่อ |
ตัวอย่าง |
|
is not |
isn't |
She isn't here. |
|
are not |
aren't |
They aren't ready. |
|
was not |
wasn't |
It wasn't easy. |
|
were not |
weren't |
We weren't late. |
|
do not |
don't |
I don't know. |
|
does not |
doesn't |
He doesn't care. |
|
did not |
didn't |
She didn't come. |
ตารางที่ 2: รูปย่อของ modal + have verb
|
รูปเต็ม |
รูปย่อ |
ตัวอย่าง |
|
will not |
won't |
I won't forget. |
|
cannot |
can't |
He can't drive. |
|
could not |
couldn't |
We couldn't wait. |
|
should not |
shouldn't |
You shouldn't worry. |
|
have not |
haven't |
I haven't eaten. |
|
has not |
hasn't |
She hasn't replied. |
|
had not |
hadn't |
They hadn't met before. |
จุดที่ต้องเน้นคือ won't เป็นรูปย่อที่ไม่ตรงตามกฎ เพราะไม่ได้ย่อมาจาก will not แบบตรงตัว แต่เป็นรูปที่ตกทอดมาจากภาษาอังกฤษยุคเก่า (จำง่ายๆ ว่า will not = won't) และ cannot จะเขียนติดกันเป็นคำเดียวก่อนย่อเป็น can't ในงานเขียนทางการ เช่น รายงานวิชาการหรือจดหมายธุรกิจ แนะนำให้ใช้รูปเต็มเพื่อความสุภาพและเป็นทางการ ส่วนภาษาพูดและข้อความทั่วไปใช้รูปย่อได้ตามธรรมชาติ หัวข้อถัดไปคือจุดที่คนไทยพลาดบ่อยที่สุด
VI. แบบฝึกหัดประโยคปฏิเสธ พร้อมเฉลย
วิธีที่ได้ผลที่สุดวิธีหนึ่งในการจำโครงสร้างประโยคปฏิเสธคือลงมือทำจริง ไม่ใช่แค่อ่านผ่าน แบบฝึกหัดชุดนี้แบ่งเป็น 3 ส่วน คือแปลงประโยคบอกเล่าเป็นปฏิเสธ เติมกริยาช่วย และแก้ประโยคที่ผิด ลองทำให้ครบก่อนแล้วค่อยเลื่อนไปดูเฉลยพร้อมคำอธิบายด้านล่าง
ส่วน A: เปลี่ยนประโยคบอกเล่าให้เป็นประโยคปฏิเสธ
1. She likes chocolate.
2. They went to Bangkok.
3. He is a doctor.
4. I have finished my homework.
5. We will meet tomorrow.
ส่วน B: เติม don't, doesn't หรือ didn't ในช่องว่าง
6. My brother ______ eat vegetables. (present)
7. I ______ see her yesterday. (past)
8. The students ______ understand the lesson. (present, plural)
ส่วน C: แก้ประโยคที่ผิดให้ถูกต้อง
9. She don't like tea.
10. I don't know nothing.
เฉลยและคำอธิบาย
ส่วน A
1. She does not (doesn't) like chocolate. (กริยาทั่วไป ประธานเอกพจน์ ใช้ does not + V1)
2. They did not (didn't) go to Bangkok. (อดีต ใช้ did not + V1 เปลี่ยน went เป็น go)
3. He is not (isn't) a doctor. (มี verb to be เติม not หลัง is ได้เลย)
4. I have not (haven't) finished my homework. (Present Perfect เติม not หลัง have)
5. We will not (won't) meet tomorrow. (Future Simple เติม not หลัง will)
ส่วน B
6. doesn't (ประธาน My brother เป็นเอกพจน์ ปัจจุบัน)
7. didn't (มีคำว่า yesterday บอกอดีต)
8. don't (ประธาน The students เป็นพหูพจน์ ปัจจุบัน)
ส่วน C
9. She doesn't like tea. (ประธานเอกพจน์ she ต้องใช้ doesn't ไม่ใช่ don't)
10. I don't know anything. หรือ I know nothing. (แก้ประโยคปฏิเสธซ้อน เลือกใช้คำปฏิเสธเพียงคำเดียว)
VII. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับประโยคปฏิเสธ (FAQ)
1. ปฏิเสธอย่างสุภาพในภาษาอังกฤษพูดอย่างไร?
แทนที่จะตอบ "No" ห้วนๆ คุณใช้วลีที่นุ่มนวลขึ้นได้ เช่น "I'm afraid I can't" (เกรงว่าจะไม่ได้), "I don't think so" (คงไม่นะ) หรือ "Not right now, thank you" (ตอนนี้ยังไม่นะ ขอบคุณ) วลีเหล่านี้ช่วยให้การปฏิเสธฟังดูสุภาพและเป็นมิตรมากขึ้น
2. "I don't have" กับ "I haven't" ต่างกันอย่างไร?
"I don't have (a car)" เป็นการปฏิเสธการครอบครองในปัจจุบันแบบทั่วไป ส่วน "I haven't (got a car)" เป็นภาษาอังกฤษแบบบริติชที่มีความหมายเดียวกันในการบอกการครอบครอง แต่ระวังอย่าสับสนกับ "I haven't eaten" ที่เป็น Present Perfect (ยังไม่ได้กิน) ซึ่งคนละหน้าที่กัน
3. ประโยคคำสั่งเชิงปฏิเสธ (บอกอย่าทำ) เขียนอย่างไร?
ใช้โครงสร้าง Don't + กริยาช่องที่ 1 ได้เลย เช่น "Don't touch it" (อย่าแตะ), "Don't be late" (อย่ามาสาย) โดยไม่ต้องมีประธานนำหน้า เพราะเป็นการสั่งหรือเตือนโดยตรง
4. ประโยคที่มี never ต้องใส่ not อีกไหม?
ไม่ต้อง เพราะ never มีความหมายปฏิเสธ (ไม่เคย) อยู่ในตัวแล้ว การเติม not เข้าไปอีกจะกลายเป็นปฏิเสธซ้อน เขียนว่า "I never eat meat" ถูกต้อง ส่วน "I don't never eat meat" ผิด
5. some เปลี่ยนเป็น any ในประโยคปฏิเสธเมื่อไร?
เมื่อประโยคบอกเล่ามี some อยู่ พอเปลี่ยนเป็นปฏิเสธมักเปลี่ยน some เป็น any เช่น "I have some questions" กลายเป็น "I don't have any questions" ไม่ใช่ "I don't have some questions"
ประโยคปฏิเสธไม่ได้ยากอย่างที่คิด ถ้าคุณจับ 3 หลักการนี้ได้ หนึ่ง หัวใจของการปฏิเสธคือเติม not หลัง verb to be หรือกริยาช่วย และถ้าเป็นกริยาทั่วไปที่ไม่มีกริยาช่วย ให้ยืม do/does/did มาช่วยแล้วตามด้วยกริยาช่องที่ 1 สอง คำอย่าง never, nobody และ nothing ปฏิเสธในตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่ต้องเติม not ซ้ำเพื่อเลี่ยงประโยคปฏิเสธซ้อน สาม การจำโครงสร้างให้แม่นต้องอาศัยการฝึกทำแบบฝึกหัดซ้ำๆ ไม่ใช่แค่ท่องกฎ
หากคุณต้องการพัฒนาไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและโครงสร้างประโยคต่างๆ อย่างเป็นระบบเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการสอบ IELTS คอร์ส IELTS กับ PREP Education จะช่วยให้คุณเข้าใจไวยากรณ์อย่างลึกซึ้งและใช้งานได้อย่างถูกต้อง หลักสูตรของเรามุ่งเน้นการสอนโครงสร้างประโยคแบบ step-by-step พร้อมแบบฝึกหัดที่หลากหลาย เพื่อให้คุณมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษและบรรลุเป้าหมายคะแนน IELTS ที่ต้องการ

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
เนื้อหาแบบพรีเมียม
ดูทั้งหมดแผนการเรียนรู้ส่วนบุคคล
อ่านมากที่สุด
ติดต่อ Prep ผ่านโซเชียล
















