ค้นหาบทความการศึกษา
ไขความลับการเรียน TOEIC 600 พิชิตเป้าไว!
คุณเคยรู้สึกว่าการสอบ TOEIC ให้ได้คะแนน 600+ เป็นเรื่องยากและต้องลงทุนกับคอร์สเรียนราคาแพงหรือไม่? ความจริงแล้ว คุณสามารถเตรียมตัวสอบด้วยตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เพียงแผนการเรียนที่เป็นระบบ แหล่งข้อมูลที่เหมาะสม และการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่ต้องเสียเงินมากมาย
การเรียน TOEIC 600 เป็นเป้าหมายที่เหมาะสำหรับผู้ต้องการใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานหรือศึกษาต่อ คะแนนระดับนี้แสดงถึงความสามารถในการสื่อสารในบริบทธุรกิจทั่วไปและเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่หลายองค์กรยอมรับ
การเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้ได้ 600+ นั้นต้องครอบคลุมทั้งการฝึกทักษะ Listening และ Reading โดยมีพื้นฐานคำศัพท์และไวยากรณ์ที่เพียงพอ ความท้าทายของการเรียนด้วยตัวเองอยู่ที่การจัดสรรเวลาและการเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม การจัดสรรเวลาอย่างสมดุลระหว่างทักษะต่างๆ เป็นกุญแจสำคัญ ควรแบ่งเวลาประมาณ 30-40% สำหรับ Listening, 30-40% สำหรับ Reading, และอีก 15-20% สำหรับทั้ง Grammar และ Vocabulary
สำหรับผู้เริ่มต้น การประเมินระดับความสามารถปัจจุบันเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ โดยการทำแบบทดสอบจำลอง (Mock Test) เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อน จากนั้นวางแผนการเรียนระยะเวลา 2-6 เดือน ขึ้นอยู่กับพื้นฐานเดิม แหล่งข้อมูลการเรียนมีทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เลือกลงทุนในหนังสือเตรียมสอบคุณภาพดี 1-2 เล่ม และใช้แหล่งข้อมูลออนไลน์ฟรีเสริม
ในบทความนี้ เราจะแนะนำวิธีเตรียมตัวสอบ TOEIC ให้ได้ 600+ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการวางแผน การเลือกแหล่งข้อมูล เทคนิคเฉพาะส่วน และวิธีรักษาแรงจูงใจ เพื่อให้คุณบรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องพึ่งคอร์สเรียนราคาแพง
พร้อมแล้วหรือยังที่จะเริ่มเส้นทางสู่ TOEIC 600+ ด้วยตัวคุณเอง? มาเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจว่าคะแนนระดับนี้บ่งบอกถึงอะไรกันแน่

- I. TOEIC 600 ยาก ไหม? บอกอะไรเกี่ยวกับระดับภาษาของคุณ?
- II. ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง: เรียน TOEIC 600 ใช้เวลาแค่ไหน?
- III. สร้างแผนที่สู่เป้าหมาย: ออกแบบตารางเรียน TOEIC 600+ ฉบับส่วนตัว
- IV. คลังอาวุธลับฉบับเรียน TOEIC 600 เอง
- V. เจาะลึกเทคนิคทำคะแนน: กลยุทธ์เฉพาะส่วนสู่ TOEIC 600+
- VI. คำถามที่พบบ่อย (FAQs) และข้อมูลเสริมเกี่ยวกับการเรียน TOEIC 600+ ด้วยตัวเอง
- 1. การเรียน TOEIC ด้วยตัวเองเพื่อให้ได้ 600+ เป็นไปได้จริงสำหรับทุกคนหรือไม่?
- 2. นอกจากความรู้ภาษาอังกฤษแล้ว ทักษะ "การเรียนรู้ด้วยตนเอง" (Self-Learning Skill) ที่สำคัญคืออะไร?
- 3. นอกจากหนังสือและแอปแล้ว แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ฟรีประเภทอื่นๆ (เช่น YouTube Channels, Podcasts) ที่ช่วยเสริมการเรียน TOEIC 600+ มีอะไรบ้าง?
I. TOEIC 600 ยาก ไหม? บอกอะไรเกี่ยวกับระดับภาษาของคุณ?
TOEIC 600 score แสดงถึงความสามารถทางภาษาอังกฤษระดับกลาง ที่ผู้สอบสามารถเข้าใจภาษาอังกฤษในบริบทการทำงานทั่วไปได้อย่างเหมาะสม ในระดับนี้ น้องๆ จะสามารถสื่อสารในสถานการณ์ทางธุรกิจทั่วไปได้ เข้าใจการสนทนาและข้อความที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนจนเกินไป และสื่อสารความต้องการพื้นฐานในที่ทำงานได้
TOEIC 600 สมัคร งานในตลาดแรงงานไทย คะแนนระดับ 600+ ถือเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่องค์กรหลายแห่งกำหนดเป็นคุณสมบัติขั้นต่ำในการรับสมัครงานสำหรับตำแหน่งที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นประจำ หรือในการพิจารณาเลื่อนตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นเกณฑ์ที่หลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทยยอมรับสำหรับการจบการศึกษาหรือเข้าศึกษาต่อในบางหลักสูตร
II. ตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง: เรียน TOEIC 600 ใช้เวลาแค่ไหน?
ระยะเวลาที่ใช้ในการเรียน TOEIC 600 ขึ้นอยู่กับระดับพื้นฐานภาษาอังกฤษของแต่ละคน โดยทั่วไปสามารถประมาณได้ดังนี้:
-
สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานระดับปานกลาง (คะแนนปัจจุบันประมาณ 450-500) จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน โดยศึกษา 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
-
สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานระดับพอใช้ (คะแนนปัจจุบันประมาณ 350-450) จะใช้เวลาประมาณ 4-6 เดือน โดยศึกษา 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
-
สำหรับผู้ที่มีพื้นฐานระดับต่ำ (คะแนนปัจจุบันต่ำกว่า 350) จะใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือน โดยต้องศึกษาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงต่อวัน
ความสม่ำเสมอในการฝึกฝนมีความสำคัญมากกว่าการใช้เวลาเรียนนานๆ ในแต่ละครั้ง การเรียนอย่างต่อเนื่องวันละ 1-2 ชั่วโมงทุกวันจะได้ผลดีกว่าการเรียนรวด 5-6 ชั่วโมงในวันหยุด แล้วไม่ได้ทบทวนในวันธรรมดา

บทความแนะนำอ่านต่อ: เรียน TOEIC 450 - เทคนิคการทำคะแนน TOEIC 450 ให้สำเร็จ
III. สร้างแผนที่สู่เป้าหมาย: ออกแบบตารางเรียน TOEIC 600+ ฉบับส่วนตัว
1. กำหนดกรอบเวลาและเป้าหมายย่อย (Milestones) ที่ชัดเจน
การสร้างแผนการเรียนที่มีโครงสร้างชัดเจนเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในการเรียน TOEIC ด้วยตัวเอง เริ่มต้นด้วยการกำหนดเป้าหมายใหญ่และเป้าหมายย่อยที่วัดผลได้จริง เช่น:
เป้าหมายระยะยาว: ทำคะแนน TOEIC ได้ 600+ ภายใน 4 เดือน (ตัวอย่างสำหรับผู้ที่มีคะแนนปัจจุบัน 450)
เป้าหมายระยะกลาง (รายเดือน):
-
เดือนที่ 1: เพิ่มคลังคำศัพท์ธุรกิจพื้นฐาน 300 คำ และทบทวนไวยากรณ์หลัก 3 เรื่อง
-
เดือนที่ 2: ทำคะแนน Mock Test ได้ 500+ และเข้าใจกลยุทธ์การทำข้อสอบ Part 1-4
-
เดือนที่ 3: ทำคะแนน Mock Test ได้ 550+ และเข้าใจกลยุทธ์การทำข้อสอบ Part 5-7
-
เดือนที่ 4: ทำคะแนน Mock Test ได้ 600+ และฝึกทำข้อสอบเต็มรูปแบบอย่างน้อย 5 ชุด
เป้าหมายระยะสั้น (รายสัปดาห์): กำหนดเป้าหมายเฉพาะที่จะทำในแต่ละสัปดาห์ เช่น เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ 50-70 คำ ทำแบบฝึกหัด Part 5 จำนวน 100 ข้อ หรือฝึกฟัง Part 3 จำนวน 20 บทสนทนา
การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้น้องๆ มีทิศทางในการเรียนและสามารถวัดความก้าวหน้าได้ ทำให้ไม่รู้สึกว่าการเรียนเป็นเรื่องยากหรือไม่มีจุดสิ้นสุด
2. จัดสรรเวลาเรียน TOEIC 600 อย่างสมดุล
การจัดสรรเวลาเรียนอย่างสมดุลระหว่างทักษะต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญ โดยควรแบ่งเวลาตามจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง แต่ไม่ควรละเลยทักษะใดทักษะหนึ่งโดยสิ้นเชิง ตัวอย่างการจัดสรรเวลาโดยทั่วไป:
สำหรับทักษะ Listening (ควรจัดสรรเวลา 30-40% ของเวลาเรียนทั้งหมด):
-
ฝึกฟังบทสนทนาและการบรรยายที่หลากหลาย รวมถึงสำเนียงต่างๆ
-
ฝึกจับใจความสำคัญและรายละเอียดจากการฟัง
-
ฝึกฟังและจดบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น ตัวเลข วันที่ และชื่อเฉพาะ
สำหรับทักษะ Reading (ควรจัดสรรเวลา 30-40% ของเวลาเรียนทั้งหมด):
-
ฝึกอ่านเพื่อความเข้าใจทั้งแบบ scanning (หาข้อมูลเฉพาะ) และ skimming (จับใจความหลัก)
-
ฝึกการอ่านข้อความประเภทต่างๆ ที่พบในข้อสอบ เช่น อีเมล ประกาศ บทความ และโฆษณา
-
ฝึกทำข้อสอบ Part 5-7 โดยจับเวลา
สำหรับไวยากรณ์ (ควรจัดสรรเวลา 15-20% ของเวลาเรียนทั้งหมด):
-
ทบทวนไวยากรณ์พื้นฐานที่จำเป็นและออกสอบบ่อย เช่น Tenses, Prepositions, Articles
-
ฝึกทำแบบฝึกหัดเฉพาะไวยากรณ์และนำไปประยุกต์ใช้ในข้อสอบ Part 5-6
สำหรับคำศัพท์ (ควรจัดสรรเวลา 15-20% ของเวลาเรียนทั้งหมด):
-
เรียนรู้คำศัพท์ธุรกิจที่พบบ่อยในข้อสอบ TOEIC
-
ฝึกใช้คำศัพท์ในบริบทต่างๆ เพื่อจดจำได้ดีขึ้น
-
ทบทวนคำศัพท์อย่างสม่ำเสมอด้วยเทคนิคการจำที่เหมาะกับตัวเอง
3. ตัวอย่างตารางเรียน TOEIC 600 รายวัน/รายสัปดาห์
น้องๆ สามารถนำตารางเรียนต่อไปนี้ไปปรับใช้ตามความเหมาะสมกับตารางเวลาและไลฟ์สไตล์ของตัวเอง:
ตัวอย่างตารางเรียนรายวัน (1.5-2 ชั่วโมงต่อวัน):
-
20-30 นาที: เรียนรู้/ทบทวนคำศัพท์ใหม่ (10-15 คำ) ด้วย flashcards หรือแอปพลิเคชัน
-
30-40 นาที: ฝึกทักษะ Listening หรือ Reading สลับกันไปในแต่ละวัน
-
20-30 นาที: ทบทวนไวยากรณ์หรือทำแบบฝึกหัดเฉพาะเรื่อง
-
10-20 นาที: ทบทวนคำศัพท์ที่เรียนในวันก่อนๆ
ตัวอย่างตารางเรียนรายสัปดาห์:
-
วันจันทร์: เน้น Listening Part 1-2 และคำศัพท์เกี่ยวกับสถานที่ทำงาน
-
วันอังคาร: เน้น Reading Part 5 (ไวยากรณ์และคำศัพท์) และทบทวนไวยากรณ์ Tenses
-
วันพุธ: เน้น Listening Part 3-4 และคำศัพท์เกี่ยวกับการประชุมและโทรศัพท์
-
วันพฤหัสบดี: เน้น Reading Part 6-7 และทบทวนไวยากรณ์ Prepositions
-
วันศุกร์: ทำ Mini Mock Test (ครึ่งข้อสอบ) และวิเคราะห์ข้อผิดพลาด
-
วันเสาร์: ทบทวนคำศัพท์ทั้งสัปดาห์และเรียนรู้คำศัพท์ใหม่
-
วันอาทิตย์: ทำแบบทดสอบเต็มรูปแบบ (Full Mock Test) ทุก 2-3 สัปดาห์
ให้ยืดหยุ่นกับตารางเรียน แต่พยายามรักษาความสม่ำเสมอให้มากที่สุด สามารถปรับเปลี่ยนเนื้อหาการเรียนตามความเหมาะสม แต่ควรกำหนดเวลาเรียนที่แน่นอนในแต่ละวันเพื่อสร้างนิสัยการเรียนที่ดี

IV. คลังอาวุธลับฉบับเรียน TOEIC 600 เอง
1. หนังสือเตรียมสอบ: เลือกเล่มไหนดีที่อธิบายเข้าใจง่าย เหมาะกับคนเรียนเอง?
เกณฑ์การเลือกหนังสือสำหรับเป้าหมาย 600+ (เน้นพื้นฐานและคำอธิบาย)
การเลือกหนังสือเตรียมสอบที่เหมาะสมเป็นขั้นตอนสำคัญสำหรับการเรียน TOEIC ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับเป้าหมาย 600+ น้องๆ ควรพิจารณาเกณฑ์ต่อไปนี้:
แนะนำหนังสือ (ตัวอย่าง 2-3 เล่ม พร้อมเหตุผล)
หนังสือเตรียมสอบ TOEIC ที่แนะนำสำหรับผู้เรียนด้วยตัวเองที่ตั้งเป้าหมาย 600+ มีดังนี้:
-
Target TOEIC Second Edition (โดย Anne Taylor และ Garrett Byrne) - เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเตรียมสอบ TOEIC เพราะมีการอธิบายโครงสร้างข้อสอบและกลยุทธ์อย่างละเอียด มีคำอธิบายเฉลยที่ชัดเจน พร้อมคำศัพท์ที่จำเป็นสำหรับข้อสอบ นอกจากนี้ยังมีแบบทดสอบจำลองหลายชุดที่ใกล้เคียงกับข้อสอบจริง
-
Longman Preparation Series for the TOEIC Test: Listening and Reading (โดย Lin Lougheed) - หนังสือนี้แนะนำสำหรับผู้ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษระดับปานกลาง มีการแบ่งระดับความยากและมีคำอธิบายเทคนิคการทำข้อสอบแต่ละส่วนอย่างละเอียด รวมถึงมีแบบฝึกหัดจำนวนมากเพื่อฝึกฝนทุกทักษะ
-
TOEIC Practice Exams (โดย Barron's) - เป็นหนังสือที่รวมข้อสอบจำลองคุณภาพสูงถึง 6 ชุด พร้อมเฉลยละเอียดที่อธิบายว่าทำไมคำตอบนั้นถึงถูกต้อง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกทำข้อสอบเพื่อความคุ้นเคยก่อนสอบจริง
สำหรับผู้ที่ต้องการเจาะลึกเฉพาะส่วน แนะนำเพิ่มเติม:
-
TOEIC Listening and Reading Skills (โดย Collins) - เน้นพัฒนาทักษะการฟังและอ่าน มีแบบฝึกหัดเฉพาะทางที่ช่วยปรับปรุงจุดอ่อน
-
TOEIC Grammar (โดย Oxford) - รวบรวมไวยากรณ์ที่จำเป็นสำหรับการสอบ โดยเฉพาะสำหรับ Part 5 และ 6
2. เว็บไซต์และแอปพลิเคชัน: ตัวช่วยฝึกฝนและจำศัพท์ที่ไม่ควรพลาด
2.1. แหล่งฝึกทำข้อสอบออนไลน์ (ฟรีและเสียเงิน) ที่เหมาะกับระดับ 600+
น้องๆ สามารถใช้แหล่งข้อมูลออนไลน์ต่อไปนี้เพื่อฝึกทำข้อสอบ TOEIC เพิ่มเติม:
แหล่งฝึกฟรี:
-
PREP TOEIC - เว็บไซต์ที่รวบรวมแบบฝึกหัดพร้อมคำอธิบายภาษาไทย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น
-
Exam-English.com - มีแบบทดสอบสั้นๆ แยกตาม Part และคำแนะนำในการทำข้อสอบ
-
English Club TOEIC Practice - มีแบบฝึกหัดรายส่วนพร้อมเฉลยและคำอธิบาย
-
English Test Store - มีข้อสอบย่อยๆ แบ่งตามหมวดหมู่สำหรับฝึกฝนทักษะเฉพาะทาง
แหล่งฝึกแบบเสียเงิน:
-
GlobalExam - แพลตฟอร์มเตรียมสอบออนไลน์ที่มีแบบทดสอบเสมือนจริงจำนวนมาก พร้อมระบบติดตามความก้าวหน้าและคำอธิบายโดยละเอียด
-
EnglishScore TOEIC Practice - แอปพลิเคชันที่มีข้อสอบคุณภาพสูงและมีการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
-
ETS Official TOEIC Tests Online - ข้อสอบจากผู้จัดสอบจริง แม้จะมีราคาสูงแต่มีความใกล้เคียงกับข้อสอบจริงมากที่สุด
สำหรับระดับ 600+ ควรเริ่มต้นจากแหล่งข้อมูลฟรีเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ แล้วจึงค่อยพิจารณาลงทุนในแหล่งข้อมูลแบบเสียเงินหากต้องการข้อสอบที่มีคุณภาพใกล้เคียงข้อสอบจริงมากขึ้น
บทความแนะนำอ่านต่อ: ข้อสอบ TOEIC ออนไลน์ – ทดลองทำ TOEIC Mock Test ฟรีเพื่อเตรียมตัวสอบ
2.2. แอปพลิเคชันช่วยจำศัพท์และทบทวนแกรมมาร์
แอปพลิเคชันต่อไปนี้จะช่วยให้การเรียนรู้คำศัพท์และทบทวนไวยากรณ์เป็นเรื่องสนุกและมีประสิทธิภาพ:
แอปพลิเคชันสำหรับจำศัพท์:
-
Anki - แอปพลิเคชัน flashcards ที่ใช้ระบบ spaced repetition ช่วยให้จำคำศัพท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างชุดคำศัพท์เองหรือดาวน์โหลดชุดคำศัพท์ TOEIC ที่มีผู้สร้างไว้แล้ว
-
Quizlet - แพลตฟอร์มที่มีเกมหลากหลายรูปแบบเพื่อช่วยในการจำคำศัพท์ มีชุดคำศัพท์ TOEIC มากมายให้เลือกใช้
-
Memrise - ใช้เทคนิคการจำที่หลากหลายและสนุกสนาน รวมถึงมีแนวทางการเรียนรู้แบบเล่นเกม
-
TOEIC Vocabulary Quiz - แอปพลิเคชันเฉพาะทางที่รวบรวมคำศัพท์ที่พบบ่อยในข้อสอบ TOEIC
แอปพลิเคชันสำหรับทบทวนไวยากรณ์:
-
Duolingo - แม้จะไม่เฉพาะเจาะจงกับ TOEIC แต่เป็นแอปที่ช่วยฝึกไวยากรณ์พื้นฐานได้อย่างสนุกสนาน
-
English Grammar in Use - แอปพลิเคชันจาก Cambridge ที่มีแบบฝึกหัดไวยากรณ์หลากหลาย
-
TOEIC Grammar - รวบรวมโจทย์ไวยากรณ์ในรูปแบบคล้ายข้อสอบ TOEIC Part 5
-
EF English Grammar - มีแบบฝึกหัดไวยากรณ์หลากหลายระดับพร้อมคำอธิบาย
สิ่งสำคัญคือการใช้แอปพลิเคชันเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้ใช้เวลาวันละ 15-20 นาทีกับแอปจำคำศัพท์และไวยากรณ์ แทนที่จะใช้เวลานานๆ เพียงวันเดียวในสัปดาห์
V. เจาะลึกเทคนิคทำคะแนน: กลยุทธ์เฉพาะส่วนสู่ TOEIC 600+
1. เทคนิคการฟัง (Listening): เน้นจับใจความหลักและ Keyword ใน Part ง่าย
ส่วน Listening ของข้อสอบ TOEIC มี 100 ข้อ (495 คะแนน) แบ่งเป็น 4 ส่วนย่อย การทำคะแนนในส่วนนี้ให้ได้มากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนรวมถึง 600+ ได้อย่างมาก
กลยุทธ์ Part 1 & 2: ส่วนเก็บคะแนนที่ไม่ควรมองข้าม
Part 1: Picture Description (6 ข้อ)
-
อ่านตัวเลือกทั้ง 4 ข้อล่วงหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อรู้ว่าต้องฟังอะไร
-
มองภาพให้ครบทุกส่วน สังเกตองค์ประกอบสำคัญเช่น คน สิ่งของ ตำแหน่ง และการกระทำ
-
ระวังคำที่เสียงคล้ายกัน (เช่น sitting/standing, open/closed) ซึ่งมักใช้เป็นตัวลวง
-
ฟังให้ดีว่าประโยคพูดถึงสิ่งที่เห็นในภาพจริงๆ หรือไม่ (บางประโยคอาจพูดถึงสิ่งที่ไม่ปรากฏในภาพ)
Part 2: Question-Response (25 ข้อ)
-
ฟังคำถามให้ดี โดยเฉพาะคำแรกซึ่งมักบอกประเภทของคำถาม (What, When, Where, Who, Why, How)
-
ทำความเข้าใจว่าคำถามต้องการข้อมูลใด และมองหาคำตอบที่ตอบคำถามนั้นโดยตรง
-
ระวังคำถามที่ใช้คำปฏิเสธ (เช่น Didn't you...?) ซึ่งต้องการการตอบรับหรือปฏิเสธที่ตรงข้ามกับคำถามปกติ
-
ระวังตัวลวงที่อาจใช้คำศัพท์เดียวกับในคำถามแต่ไม่ได้ตอบคำถามนั้น
ข้อแนะนำสำหรับการฝึกฝน Part 1 & 2:
-
ฝึกการ Respond อย่างรวดเร็วผ่านแอปพลิเคชันหรือบทเรียนออนไลน์
-
ฝึกฟังบทสนทนาสั้นๆ ในชีวิตประจำวัน และลองตอบคำถามเกี่ยวกับเนื้อหานั้น
-
ฟังโต้ตอบภาษาอังกฤษในหลากหลายสถานการณ์ เช่น ในร้านอาหาร โรงแรม ที่ทำงาน

กลยุทธ์ Part 3 & 4: การฟังเพื่อหา Main Idea และคำตอบพื้นฐาน
Part 3: Conversations (39 ข้อ)
-
อ่านคำถามและตัวเลือกล่วงหน้าเพื่อรู้ว่าต้องฟังข้อมูลใด
-
จดบันทึกข้อมูลสำคัญระหว่างฟัง เช่น ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และทำไม
-
ให้ความสำคัญกับประโยคแรกและประโยคสุดท้ายของบทสนทนา ซึ่งมักมีข้อมูลสำคัญ
-
ฟังเพื่อจับ Main Idea (ใจความหลัก) ของบทสนทนา และสังเกตโทนเสียงของผู้พูด
Part 4: Talks (30 ข้อ)
-
อ่านคำถามและตัวเลือกล่วงหน้าเพื่อเตรียมหาคำตอบ
-
จดบันทึกข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลข วันที่ เวลา และชื่อเฉพาะ
-
ฟังคำเชื่อม (Connectors) เช่น however, therefore, in addition ซึ่งมักนำไปสู่ข้อมูลสำคัญ
-
สรุปใจความหลักของการบรรยายเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับหัวข้อหรือวัตถุประสงค์
เคล็ดลับในการฝึกฝน Part 3 & 4:
-
ฝึกฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษหรือข่าวสั้นๆ ทุกวัน วันละ 10-15 นาที แล้วสรุปใจความสำคัญ
-
ฝึกจดบันทึกขณะฟัง โดยใช้สัญลักษณ์และคำย่อเพื่อความรวดเร็ว
-
ฝึกฟังบทสนทนาและการบรรยายในสถานการณ์ทางธุรกิจ เช่น การประชุม การนำเสนอ ประกาศในที่ทำงาน
2. เทคนิคการอ่าน (Reading): ความแม่นยำต้องมาก่อนความเร็ว
ส่วน Reading ของข้อสอบ TOEIC มี 100 ข้อ (495 คะแนน) แบ่งเป็น 3 ส่วนย่อย การทำคะแนนในส่วน Reading ถือเป็นความท้าทายสำหรับผู้สอบหลายคน เนื่องจากมีความกดดันด้านเวลา
กลยุทธ์ Part 5 & 6: กุญแจสำคัญอยู่ที่ Grammar และ Vocab พื้นฐาน
Part 5: Incomplete Sentences (30 ข้อ)
-
เน้นความแม่นยำในการตอบมากกว่าความเร็ว โดยเฉพาะในระดับ 600+
-
วิเคราะห์โครงสร้างประโยคเพื่อหา part of speech ที่เหมาะสม (เช่น ต้องการ noun, verb, adjective หรือ adverb)
-
ตรวจสอบความสอดคล้องของเวลา (tense) และความสอดคล้องระหว่างประธานและกริยา (subject-verb agreement)
-
ระวังตัวลวงที่ใช้ศัพท์ถูกต้องแต่ผิดหลักไวยากรณ์ หรือศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงแต่ใช้ในบริบทไม่ถูกต้อง
Part 6: Text Completion (16 ข้อ)
-
อ่านย่อหน้าทั้งหมดก่อนเพื่อจับใจความหลัก
-
พิจารณาบริบทรอบๆ ช่องว่างเพื่อหาตัวชี้แนะ (clues) ทางไวยากรณ์หรือความหมาย
-
ตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างประโยคโดยสังเกตคำเชื่อม (connectors) ที่ใช้
-
ตรวจสอบความต่อเนื่องของเนื้อหาและความสัมพันธ์ของแนวคิดในย่อหน้า
เคล็ดลับในการฝึกฝน Part 5 & 6:
-
ทำแบบฝึกหัดไวยากรณ์เฉพาะเรื่องที่เป็นจุดอ่อน เช่น tenses, prepositions, articles
-
อ่านบทความภาษาอังกฤษทุกวันและสังเกตโครงสร้างประโยคที่ใช้
-
ทำแบบฝึกหัด Part 5 วันละ 10-15 ข้อเพื่อสร้างความคุ้นเคย
-
สร้าง checklist ไวยากรณ์ที่พบบ่อยใน Part 5 & 6 เพื่อตรวจสอบความเข้าใจ
กลยุทธ์ Part 7: เทคนิค Skimming/Scanning หาคำตอบข้อที่ตรงไปตรงมา
Part 7: Reading Comprehension (54 ข้อ)
-
อ่านคำถามก่อนเพื่อรู้ว่าต้องหาข้อมูลใดในบทอ่าน
-
ใช้เทคนิค scanning เพื่อหาคำสำคัญ (keywords) ที่เกี่ยวข้องกับคำถาม
-
ใช้เทคนิค skimming เพื่ออ่านเนื้อหาอย่างรวดเร็วและจับใจความหลัก
-
ระวังคำถามประเภท inference (การอนุมาน) ซึ่งต้องการการตีความมากกว่าการหาข้อมูลโดยตรง
สำหรับส่วนที่มีบทอ่านเดียวกับหลายคำถาม:
-
อ่านคำถามทั้งหมดก่อนเพื่อให้ทราบว่าต้องหาข้อมูลใดบ้าง
-
อ่านบทอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อจับใจความหลัก แล้วกลับมาหาคำตอบทีละข้อ
-
จัดลำดับการตอบคำถามจากง่ายไปยาก หรือตามลำดับที่ข้อมูลปรากฏในบทอ่าน
สำหรับส่วนที่มีหลายบทอ่าน (double passages):
-
อ่านบทอ่านแรกให้เข้าใจก่อนไปอ่านบทที่สอง
-
หาความเชื่อมโยงระหว่างบทอ่านทั้งสอง
-
ตอบคำถามที่เกี่ยวกับบทใดบทหนึ่งโดยเฉพาะก่อน แล้วค่อยตอบคำถามที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองบท
การบริหารเวลาในส่วน Reading สำหรับเป้าหมาย 600+
การบริหารเวลาเป็นสิ่งสำคัญมากในส่วน Reading เนื่องจากมีเวลาจำกัด (75 นาที สำหรับ 100 ข้อ) แนะนำให้จัดสรรเวลาดังนี้:
-
Part 5 (30 ข้อ): ใช้เวลาประมาณ 20-25 นาที (40-50 วินาทีต่อข้อ)
-
Part 6 (16 ข้อ): ใช้เวลาประมาณ 10-12 นาที (35-45 วินาทีต่อข้อ)
-
Part 7 (54 ข้อ): ใช้เวลาประมาณ 35-40 นาที
เคล็ดลับในการบริหารเวลา:
-
ทำข้อที่ง่ายก่อน ข้ามข้อที่ยากหรือใช้เวลานานไปก่อน แล้วค่อยกลับมาทำภายหลัง
-
ถ้าใช้เวลากับข้อใดนานเกิน 1 นาที ให้เดาคำตอบและทำข้อต่อไป
-
ฝึกจับเวลาในการทำแบบฝึกหัดเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับแรงกดดันด้านเวลา
-
สำหรับเป้าหมาย 600+ ไม่จำเป็นต้องทำถูกทุกข้อ เน้นทำข้อที่มั่นใจให้ถูกต้องก่อน
VI. คำถามที่พบบ่อย (FAQs) และข้อมูลเสริมเกี่ยวกับการเรียน TOEIC 600+ ด้วยตัวเอง
1. การเรียน TOEIC ด้วยตัวเองเพื่อให้ได้ 600+ เป็นไปได้จริงสำหรับทุกคนหรือไม่?
คำตอบคือ "เป็นไปได้" สำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นและวางแผนอย่างเป็นระบบ การทำTOEIC 600 score ด้วยตัวเองเป็นเป้าหมายที่สามารถบรรลุได้โดยไม่ต้องพึ่งคอร์สเรียนราคาแพง
อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้นี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ:
-
ระดับพื้นฐานเดิม - ผู้ที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษระดับปานกลาง (400+) จะใช้เวลาน้อยกว่าผู้ที่มีพื้นฐานน้อย
-
ความสม่ำเสมอในการเรียน - การเรียนวันละ 1-2 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่องให้ผลดีกว่าการเรียนหนัก 5-6 ชั่วโมงเฉพาะวันหยุด
-
ยุทธศาสตร์การเรียนที่เหมาะสม - การใช้แหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพและวิธีการเรียนที่เหมาะกับตัวเอง
-
การบริหารเวลา - ความสามารถในการจัดสรรเวลาเรียนท่ามกลางภาระอื่นๆ
ผู้ที่มีพื้นฐานต่ำมาก (ต่ำกว่า 300) อาจต้องใช้เวลาและความพยายามมากกว่า แต่ยังสามารถทำได้หากมีแผนการเรียนที่ดีและความมุ่งมั่นเพียงพอ บางครั้งอาจต้องพิจารณาเรียนพื้นฐานภาษาอังกฤษทั่วไปก่อนที่จะเริ่มเตรียมสอบ TOEIC โดยเฉพาะ
2. นอกจากความรู้ภาษาอังกฤษแล้ว ทักษะ "การเรียนรู้ด้วยตนเอง" (Self-Learning Skill) ที่สำคัญคืออะไร?
การเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพต้องอาศัยทักษะที่นอกเหนือจากความรู้ภาษาอังกฤษ ทักษะสำคัญเหล่านี้ได้แก่:
1. ทักษะการจัดการเวลา (Time Management)
-
ความสามารถในการวางแผนและจัดสรรเวลาเรียนอย่างเหมาะสม
-
การทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลาโดยไม่มีคนมาควบคุม
-
การแบ่งเวลาระหว่างการเรียนกับภาระอื่นๆ ในชีวิต
2. ทักษะการตั้งเป้าหมายและติดตามผล (Goal Setting & Tracking)
-
การกำหนดเป้าหมายที่ SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound)
-
การแตกเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายย่อยที่จัดการได้
-
การติดตามและประเมินความก้าวหน้าอย่างสม่ำเสมอ
3. ทักษะการวิเคราะห์ตนเอง (Self-Analysis)
-
ความสามารถในการประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง
-
การเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style) ของตนเอง
-
การปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนให้เหมาะกับความถนัด
4. ความมีวินัยในตนเอง (Self-Discipline)
-
ความสามารถในการควบคุมตนเองให้ทำตามแผนที่วางไว้
-
การอดทนต่ออุปสรรคและความยากลำบาก
-
การไม่หลงไปกับสิ่งเร้าหรือการเบี่ยงเบนความสนใจ
5. ความยืดหยุ่นและการปรับตัว (Flexibility & Adaptability)
-
การปรับเปลี่ยนแผนเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป
-
การเรียนรู้จากความผิดพลาดและปรับปรุงวิธีการเรียน
-
การลองวิธีการใหม่ๆ เมื่อวิธีเดิมไม่ได้ผล
6. ทักษะการค้นคว้าข้อมูล (Research Skills)
-
การค้นหาและประเมินแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
-
การกลั่นกรองข้อมูลที่เกี่ยวข้องและมีประโยชน์
-
การรวบรวมและจัดระเบียบข้อมูลที่ได้มา
7. ทักษะการสร้างแรงจูงใจตนเอง (Self-Motivation)
-
การกระตุ้นตัวเองให้เริ่มต้นและดำเนินการต่อเมื่อไม่มีใครคอยผลักดัน
-
การค้นหาและรักษาแรงบันดาลใจในระยะยาว
-
การให้รางวัลตัวเองเมื่อบรรลุเป้าหมาย
8. ความอดทนและการจัดการความเครียด (Resilience & Stress Management)
-
การรับมือกับความท้อแท้และความล้มเหลว
-
การฟื้นตัวจากอุปสรรคและก้าวต่อไป
-
การรักษาสมดุลเพื่อป้องกันการเรียนหนักเกินไปจนเครียด
การพัฒนาทักษะเหล่านี้ควบคู่ไปกับการเรียนภาษาอังกฤษจะช่วยเพิ่มโอกาสในการบรรลุเป้าหมาย TOEIC 600+ ด้วยตัวเอง และยังเป็นทักษะที่มีประโยชน์ในทุกด้านของชีวิต
3. นอกจากหนังสือและแอปแล้ว แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ฟรีประเภทอื่นๆ (เช่น YouTube Channels, Podcasts) ที่ช่วยเสริมการเรียน TOEIC 600+ มีอะไรบ้าง?
แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ฟรีเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับผู้เรียน TOEIC ด้วยตัวเอง น้องๆ สามารถใช้ทรัพยากรเหล่านี้เพื่อเสริมการเรียนจากหนังสือและแอปพลิเคชัน:
YouTube Channels ที่แนะนำ:
-
English with Lucy - สอนการออกเสียงและไวยากรณ์ที่ใช้บ่อยในการสื่อสาร
-
TEDx Talks - ฟังสุนทรพจน์หลากหลายหัวข้อเพื่อพัฒนาทักษะการฟัง
-
Business English Pod - เน้นภาษาอังกฤษธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาใน TOEIC
-
EnglishClass101 - รวมบทเรียนภาษาอังกฤษหลากหลายระดับและหัวข้อ
Podcasts ที่มีประโยชน์:
-
6 Minute English (BBC) - พอดแคสต์สั้นๆ ที่เหมาะสำหรับฝึกฟัง
-
English Learning for Curious Minds - หัวข้อน่าสนใจที่ช่วยพัฒนาคำศัพท์และการฟัง
-
All Ears English - เน้นภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตจริงและการสื่อสารทางธุรกิจ
-
The English We Speak (BBC) - สอนสำนวนและคำศัพท์ที่ใช้บ่อยในชีวิตประจำวัน
เว็บไซต์และทรัพยากรออนไลน์อื่นๆ:
-
Coursera และ edX - มีคอร์สเรียนฟรีเกี่ยวกับทักษะภาษาอังกฤษและการเตรียมสอบ
-
YouTube Live Study Groups - กลุ่มเรียนออนไลน์ที่มีการถ่ายทอดสดและแลกเปลี่ยนเทคนิค
-
Facebook Groups - ชุมชนผู้เรียน TOEIC ที่แบ่งปันเทคนิคและแหล่งข้อมูล
-
Reddit (r/TOEIC) - ฟอรัมที่รวบรวมคำถาม คำแนะนำ และประสบการณ์จากผู้เรียนทั่วโลก
-
The British Council's Learn English Website - แหล่งรวมแบบฝึกหัดไวยากรณ์และการฟังฟรี
แหล่งข้อมูลเฉพาะทาง:
-
English Grammar in Use (หน้าเว็บทดลองใช้) - แบบฝึกหัดไวยากรณ์ออนไลน์จากหนังสือชื่อดัง
-
News in Levels - ข่าวภาษาอังกฤษที่ปรับระดับความยากให้เหมาะกับผู้เรียน
-
VoiceTube - วิดีโอภาษาอังกฤษพร้อมคำบรรยาย ช่วยในการฟังและอ่าน
-
Dictation Exercises Online - เว็บไซต์ที่มีแบบฝึกหัด dictation สำหรับฝึกการฟังและเขียน
การเรียน TOEIC 600 ด้วยตัวเองเป็นความท้าทายที่สามารถทำได้จริง กุญแจสู่ความสำเร็จคือการวางแผนอย่างเป็นระบบ การประเมินตนเองอย่างตรงไปตรงมา และฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ
จัดสรรเวลาให้สมดุลระหว่าง Listening, Reading, Grammar และ Vocabulary โดยเน้นที่จุดอ่อนแต่ไม่ละเลยจุดแข็ง การทำแบบทดสอบจำลองสม่ำเสมอจะช่วยให้เห็นพัฒนาการและสิ่งที่ต้องปรับปรุง
อุปสรรคเป็นเรื่องปกติในการเรียนด้วยตัวเอง การสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม การรักษาแรงจูงใจ และการมีวินัยจะช่วยให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดได้
ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณเรียนที่ไหนหรือเสียเงินเท่าไร แต่ขึ้นอยู่กับความมุ่งมั่นและวิธีการที่ถูกต้อง เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง TOEIC 600 score เป็นเป้าหมายที่จับต้องได้สำหรับทุกคนที่มุ่งมั่น

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อมุก ปัจจุบันดูแลด้านเนื้อหาผลิตภัณฑ์ของ Prep Education ค่ะ
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 5 ปีในการเรียน IELTS ออนไลน์ด้วยตนเอง ฉันเข้าใจดีถึงความท้าทายที่ผู้เรียนต้องเผชิญ แล้วก็รู้ว่าอะไรที่มันเวิร์ก
มุกอยากเอาประสบการณ์ตรงนี้มาช่วยแชร์ แล้วก็ซัพพอร์ตเพื่อน ๆ ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุดค่ะ
ความคิดเห็น
บทความที่เกี่ยวข้อง
ค้นหาบทความการศึกษา
แผนที่เฉพาะบุคคล
อ่านมากที่สุด
ลงทะเบียนเพื่อรับคำปรึกษาแผนการเรียน
กรุณาแจ้งข้อมูลของคุณ Prep จะติดต่อเพื่อให้คำปรึกษาให้คุณทันที!

เชื่อมต่อกับ Prep
